ฮ่องกง

ฮ่องกง
“ฮ่องกง” ในภาษาจีนมีความหมายว่า “ท่าเรือกลิ่นหอม” ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งรวบรวม แปรรูป และส่งออกไม้หอมที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน เรือสินค้าจำนวนมากจะขนส่งไม้หอมและผลิตภัณฑ์จากไม้หอมผ่านท่าเรือแห่งนี้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ จนกลายเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกขานสืบต่อกันมา
เมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน ฮ่องกงในความทรงจำของเด็กอย่างผม คือดินแดนแห่งความทันสมัย
ผู้คนแต่งกายสวยงาม รถยนต์รุ่นใหม่จากยุโรปวิ่งอยู่ตามท้องถนน อาคารสูงระฟ้าปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป สินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลกมีวางจำหน่ายอย่างคึกคัก
ในขณะที่ประเทศไทยในยุคนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างเช่นปัจจุบัน รถยนต์ยุโรปรุ่นใหม่จำนวนมากแทบไม่มีโอกาสได้เห็นบนท้องถนน การได้เดินทางมาฮ่องกงจึงเปรียบเสมือนการได้เห็นโลกอีกใบหนึ่งที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างชัดเจน
ในเวลานั้น ฮ่องกงยังอยู่ภายใต้การบริหารของอังกฤษ ก่อนที่จะส่งมอบคืนสู่การปกครองของจีนในปี ค.ศ.1997 ความเจริญแบบตะวันตกจึงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมเมือง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฮ่องกงได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียในยุคนั้น
กิจการหลักของครอบครัวผมเริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยมีแรงงานหลักของครอบครัวคือคุณลุงใหญ่ คุณพ่อซึ่งเป็นบุตรชายคนรอง คุณอาผู้หญิงคนเล็ก และคุณอาผู้ชายคนเล็ก ส่วนคุณป้าใหญ่ซึ่งภายหลังรับผมเป็นบุตรบุญธรรม และคุณป้าคนรอง ได้แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว
เดิมทีคุณปู่คุณย่าได้เดินทางมายังประเทศไทยพร้อมบุตรสามคนแรก เพื่อตรวจดูและบริหารกิจการที่บรรพบุรุษลงทุนเอาไว้ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาแผนโบราณ โรงสี และโรงน้ำแข็ง
แต่เหตุการณ์ในแผ่นดินจีนช่วงเวลานั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเดินทางกลับเป็นเรื่องยาก กิจการและทรัพย์สินจำนวนมากที่เคยลงทุนไว้ไม่สามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด ประกอบกับความซื่อตรงที่เป็นนิสัยของคนรุ่นเก่า ทำให้ทรัพย์สินและกิจการหลายอย่างสูญหายไปจนแทบไม่เหลือสิ่งใด
สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในเวลานั้น คือเครื่องประดับของคุณย่าและเงินติดตัวจำนวนไม่มากนัก
ครอบครัวจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งจากศูนย์
ฝ่ายหญิงรับจ้างปักผ้าเช็ดหน้า ส่วนฝ่ายชายออกไปรับจ้างตามร้านขายยาแผนโบราณ อาศัยความขยัน อดทน และพระบรมโพธิสมภารแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย ค่อย ๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ทีละเล็กทีละน้อย
หลายสิบปีผ่านไป ฐานะของครอบครัวจึงค่อย ๆ มั่นคงขึ้น
แม้จะตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยได้สำเร็จ แต่สายใยของครอบครัวก็ยังคงเชื่อมโยงกับญาติพี่น้องที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก
น้องสาวแท้ ๆ ของคุณปู่ได้อพยพออกจากจีนและมาตั้งรกรากอยู่ที่ฮ่องกง ลูกหลานของท่านเติบโตและขยายครอบครัวอยู่ที่นั่น ขณะที่เครือญาติอีกหลายสายได้กระจายตัวไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในไต้หวัน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
ครอบครัวใหญ่ที่เคยอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินเดียวกัน ค่อย ๆ แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตและกระแสประวัติศาสตร์ของโลก
ในยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่มีการสนทนาผ่านภาพเหมือนปัจจุบัน การพบหน้ากันแต่ละครั้งจึงมีความหมายอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ การเดินทางไปฮ่องกงของครอบครัวเราจึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ พบผู้เฒ่าผู้แก่ รับรู้ข่าวคราวของคนในตระกูล และรักษาความผูกพันของครอบครัวเอาไว้
ผมในฐานะหลานชายคนโต จึงมักติดสอยห้อยตามผู้ใหญ่เดินทางไปด้วยอยู่เสมอ
สิ่งแรกที่ผมไม่อาจลืมได้เลย คือสนามบินไคตั๊ก
สนามบินระดับตำนานที่นักบินทั่วโลกต่างรู้จักกันดี รันเวย์ที่ยื่นออกไปในทะเล รายล้อมด้วยภูเขาและอาคารที่พักอาศัย การนำเครื่องบินเข้าลงจอดต้องหักเลี้ยวในช่วงสุดท้ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ทุกครั้งที่นั่งอยู่บนเครื่องบินและมองลงไปด้านล่างในขณะเตรียมลงจอด ผมรู้สึกราวกับกำลังมองเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คนบนอาคารต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
สำหรับเด็กคนหนึ่งในยุคนั้น มันคือภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอ คือรสชาติอาหาร
โดยเฉพาะบะหมี่เกี๊ยว
บะหมี่ของฮ่องกงมีเส้นเล็ก เหนียวนุ่ม และกรุบกว่าที่คุ้นเคยในประเทศไทย น้ำซุปมีรสชาติแบบกวางตุ้งแท้ ๆ ที่พิถีพิถันทั้งกลิ่นและรสสัมผัส แตกต่างจากอาหารจีนในบ้านเราที่มักได้รับอิทธิพลของเครื่องเทศและรสชาติแบบไทยมากขึ้น
ครั้งหนึ่งในวัยประมาณสิบขวบ พวกผู้ใหญ่ข้ามไปฝั่งมาเก๊า และปล่อยให้ผมกับลูกพี่ลูกน้องที่อายุใกล้เคียงกันอยู่ในห้องพักตามลำพัง
หลังจากเล่นกันจนเหนื่อย เราทั้งสองคนก็เผลอหลับไป
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นคือกระดาษทิชชู ตลับแป้ง ลิปสติก พวงกุญแจ และสิ่งของจุกจิกอีกหลายอย่างกระจัดกระจายอยู่เต็มเตียง
เด็กอย่างผมในเวลานั้นตกใจมาก
ผมเงยหน้ามองเพดานห้องด้วยความสงสัยว่าของเหล่านี้หล่นลงมาจากที่ใด
จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากผู้ใหญ่อยู่ด้านนอกห้อง
จึงพบว่าพวกผู้ใหญ่กลับมาถึงโรงแรมแล้ว แต่ไม่สามารถ เข้าห้องได้ เพราะผมกับลูกพี่ลูกน้องได้คล้องโซ่นิรภัยจากด้านในเอาไว้
สิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่เต็มเตียงนั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่พยายามปาเข้ามาทางช่องเล็ก ๆ บริเวณประตูห้อง เพื่อปลุกเด็กสองคนที่หลับสนิทอยู่ภายใน
เมื่อเปิดประตูออกไปได้ สิ่งที่ได้รับเป็นอันดับแรกจึงไม่ใช่อ้อมกอด
แต่เป็นเสียงบ่นชุดใหญ่ที่ดังอยู่ข้างหูอยู่นานพอสมควร
แม้วัยนั้นผมจะสามารถเดินเล่นเองได้แล้ว แต่ผู้ใหญ่ก็ยังคงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก
ฮ่องกงในยุคสี่สิบกว่าปีก่อน ยังไม่ได้ปลอดภัยเหมือนภาพที่หลายคนจดจำในปัจจุบัน เหตุลักทรัพย์ ปล้น ชิงทรัพย์ หรือการลักพาตัวยังคงเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ
ผู้ใหญ่ในครอบครัวจึงคอยกำชับผมอยู่เสมอว่า
หากเข้าไปในลิฟต์เมื่อใด ให้พาคุณย่าเดินเข้าไปยืนด้านในสุดก่อนเสมอ
ในวัยเด็กผมอาจไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด
แต่เมื่อเติบโตขึ้นจึงตระหนักได้ว่า คำสอนเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากความเข้มงวด หากเกิดจากความรัก ความห่วงใย และความรับผิดชอบที่คนในครอบครัวมีต่อกัน
ทุกวันนี้ ฮ่องกงเปลี่ยนแปลงไปมาก
สนามบินไคตั๊กเหลือเพียงความทรงจำ
ผู้ใหญ่หลายคนที่เคยร่วมเดินทางได้จากโลกนี้ไปแล้ว
เด็กชายตัวเล็กที่เคยนั่งมองตึกสูงจากหน้าต่างเครื่องบิน ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
แต่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
ฮ่องกงในความทรงจำของผม จะยังคงเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของญาติพี่น้อง กลิ่นและรสชาติของอาหารกวางตุ้ง รันเวย์ของสนามบินไคตั๊ก และความอบอุ่นของครอบครัวที่แม้จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก แต่ยังคงเชื่อมโยงถึงกันอยู่เสมอ
ราชะ ตันตระ
02/06/2569