หิวโหย

หิวโหย
มนุษย์ส่วนใหญ่มักหวาดกลัวความตาย
แต่สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจกว่าความตาย คือสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่หลังความตาย
เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจ ระบบต่าง ๆ ของร่างกายย่อมหยุดทำงาน สมองหยุดสั่งการ ประสาทสัมผัสดับลง ดวงตาไม่อาจมองเห็นได้อีกต่อไป ร่างกายไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกกระหาย ไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวเหมือนเดิม
แต่จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นมาตลอดชีวิต ผมพบว่า สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ คือ “ความโหย”
ไม่ใช่ความหิวของร่างกาย
แต่เป็นความโหยของจิตใจ
ดวงวิญญาณจำนวนมากยังคงจำอาหารที่ตนชอบได้ จำรสชาติที่เคยโปรดปรานได้ จำกลิ่นหอมของชา กาแฟ หรืออาหารจานโปรดได้ทุกอย่าง
เพียงแต่ไม่สามารถสัมผัสมันได้อีก
คนเป็นหิวด้วยร่างกาย
แต่คนตายโหยด้วยความทรงจำ
ในตันตระเทวาลัย เราเรียกพลังที่หลงเหลืออยู่หลังความตายนี้ว่า “จิตรานุภาพ”
เมื่อร่างกายดับลง ทุกสิ่งล้วนต้องอาศัยจิตรานุภาพในการดำรงอยู่ ยิ่งจิตเข้มแข็งมากเท่าใด การรับรู้ การมองเห็น และการแสดงออกก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ คนในครอบครัวและคนใกล้ชิดจึงมักสังเกตเห็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของผมอยู่เสมอ
ผมไม่เคยนั่งจิบชา จิบกาแฟ หรือค่อย ๆ รับประทานของว่างเหมือนคนทั่วไป
หากหยิบขึ้นมารับประทาน ผมจะรับประทานให้เสร็จในครั้งเดียว
เมื่อวางแก้ว วางจาน หรือวางช้อนลงแล้ว ต่อให้หันไปคุยงาน หรือทำกิจกรรมอื่นเพียงไม่กี่นาที ผมก็จะไม่กลับมารับประทานสิ่งนั้นอีก
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงเริ่มเดาสาเหตุได้
ใช่ครับ
เพราะผมเห็นในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น
และหากคุณเห็นเหมือนผม ผมเชื่อว่าคุณก็คงรับประทานต่อไม่ลงเช่นกัน
หลายคนพยายามฝึกฝนเพื่อให้เห็น ให้รู้ และให้สัมผัสโลกวิญญาณ
แต่ชีวิตของผมกลับตรงกันข้าม
ผมพยายามฝึกที่จะไม่เห็น
พยายามไม่รับรู้
พยายามไม่ได้ยิน
และพยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ดวงวิญญาณรู้ว่าคุณสามารถรับรู้ถึงพวกเขาได้ เมื่อนั้นเรื่องราวจะไม่มีวันจบสิ้น
พวกเขาจะพยายามสื่อสารกับคุณตลอดเวลา
และสุดท้ายภาระในการเจรจาทั้งหมดก็มักตกไปอยู่ที่หัวหน้าคณะผู้ดูแลของผม
พี่พิกุล
แม้ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา พี่พิกุลจะไม่เคยบ่น ไม่เคยแสดงอาการรำคาญ หรือปฏิเสธหน้าที่ของตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ความเกรงใจยังคงมีอยู่เสมอ
ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้
ผมก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยง
แกล้งไม่เห็น
แกล้งไม่ได้ยิน
และทำเหมือนไม่รู้ดีกว่า
ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางไปทำธุรกิจที่จังหวัดขอนแก่น ผมและคณะเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
หลังเสร็จงานในช่วงบ่าย พวกเราลงมานั่งที่ล็อบบี้เลานจ์เพื่อรับประทานอาหารว่าง ดื่มเครื่องดื่ม และสรุปงานร่วมกัน
ระหว่างนั่งพูดคุยกันอยู่ สายตาของผมเหลือบไปเห็นดวงวิญญาณกลุ่มหนึ่งยืนจับกลุ่มอยู่บริเวณหน้าประตูโรงแรม
พวกเขากำลังรายล้อมกลุ่มชายที่ยืนสูบบุหรี่เพื่อรุมสูดกลิ่นควันบุหรี่อย่างใกล้ชิด อยู่ด้านนอก
ทันทีที่สายตาของผมเผลอไปสบเข้ากับดวงวิญญาณดวงหนึ่ง
ความคิดแรกที่เกิดขึ้นในใจคือ
“คืนนี้ไม่ได้หลับสบายแน่”
และก็เป็นจริงดังนั้น
ตลอดทั้งคืน มีดวงวิญญาณทยอยเข้ามาพบไม่ขาดสาย
บางดวงขอให้ช่วยนำสมบัติที่ฝังซ่อนไว้ไปคืนลูกหลาน
บางดวงขอให้แจ้งตำรวจเกี่ยวกับการเสียชีวิตของตน
บางดวงมาพร้อมคำขอร้อง ข้อเสนอ หรือเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย
แต่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่เคยน่าสนใจสำหรับผมเลย
เพราะสิ่งเหล่านี้คือพันธะ
ระหว่างคนตายกับคนเป็น
และไม่ใช่หน้าที่ของมนุษย์ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรรมของผู้ล่วงลับ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำของดวงวิญญาณจำนวนมากก็เริ่มเลือนราง
สิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกแต่งเติมขึ้นภายหลัง
ข้อมูลเหล่านั้นจึงมีทั้งจริงและไม่จริงปะปนกันไป
เชื่อถือไม่ได้
และเรื่องราวเกี่ยวกับความโหยนั้น ไม่ได้จบอยู่เพียงที่จังหวัดขอนแก่น
หลายปีต่อมา ระหว่างการเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อพระพุทธชินราชตามปกติ ผมเดินทางไปเพียงลำพังกับคนขับรถ
เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อย ผมสั่งอาหารมารับประทานที่ห้องตามปกติ เพราะไม่อยากออกไปไหนมากนัก ตั้งใจพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อจะตื่นแต่เช้าไปกราบหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ผมนำถาดอาหารออกไปวางไว้หน้าห้อง แล้วโทรแจ้งพนักงานให้มาเก็บตามขั้นตอนของโรงแรม
หลังจากนั้นผมลงไปนั่งฟังดนตรีที่ล็อบบี้เลานจ์อยู่พักใหญ่ จนดึกพอสมควรจึงกลับขึ้นห้องพัก
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ผมสังเกตเห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งอยู่บริเวณหน้าห้องพักของผม
ในตอนแรกผมคิดว่าอาจเป็นแขกที่มาพักหรือกำลังพูดคุยกันอยู่
แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น
ก็พบว่าไม่ใช่
มีดวงวิญญาณชายหญิงรวมกันประมาณหกถึงแปดดวง นั่งยอง ๆ ล้อมถาดอาหารที่วางอยู่หน้าห้อง
บางดวงก้มมองจานอาหาร
บางดวงทอดสายตามองแก้วน้ำ
บางดวงเพียงนั่งนิ่งอยู่เงียบ ๆ
ไม่มีใครแสดงท่าทีคุกคาม
ไม่มีใครสนใจผม
และไม่มีใครพยายามสื่อสาร
พวกเขาเพียงนั่งล้อมอยู่ตรงนั้น
ราวกับกำลังจดจำบางสิ่ง
ในวินาทีนั้นเอง ผมนึกสิ่งที่ผมรู้มาตลอดชีวิต
คนตายไม่ได้หิว
แต่คนตายโหย
ผมเดินผ่านพวกเขาไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่สบตา
ไม่ทักทาย
ไม่แสดงทีท่าว่ามองเห็น
จากนั้นก็ไขประตูเข้าห้องแล้วเข้านอนตามปกติ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกราบสักการะหลวงพ่อพระพุทธชินราชเรียบร้อยแล้ว ผมกลับมาที่โรงแรมด้วยอารมณ์สบายใจ
และด้วยความที่ไม่มีธุระอะไรต้องรีบทำ
ความซุกซนตามนิสัยจึงเริ่มทำงาน
ผมเดินไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับของโรงแรม แล้วถามพนักงานอย่างสุภาพว่า
“เมื่อคืน ผมเจออะไร แปลกๆ ที่โรงแรมเคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ บ้างไหมครับ”
พนักงานยิ้มให้เล็กน้อย
“ไม่มีครับ”
ผมถามต่อ
“แน่ใจนะครับ เมื่อคืนผมเห็นอะไรแปลก ๆ อยู่หน้าห้องพัก”
คราวนี้รอยยิ้มของพนักงานดูแข็งขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสูงแต่สุภาพเหมือนเดิม
“ไม่มีครับ โรงแรมเราไม่เคยมีเรื่องอะไรแบบนั้นเลยครับ”
ผมพยักหน้า
ยิ้มตอบ
แล้วเดินจากมา
เพราะผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นคุณ
เมื่อไม่มีธุระอะไรทำ
คุณจะหยุดอยู่แค่นั้นหรือไม่
สำหรับผม
ไม่ครับ
ผมยังมีอีกช่องทางหนึ่งในการสืบค้นข้อมูล
นั่นคือร้านนวดแผนไทยของโรงแรม
ระหว่างที่กำลังนอนนวดผ่อนคลายอยู่ ผมจึงลองถามหมอนวดหญิงวัยประมาณห้าสิบปีขึ้นมาลอย ๆ
“ที่นี่มีผีไหมครับ”
หมอนวดตอบกลับทันที
“ไม่มีค่ะ”
จากนั้นก็หยุดไปเล็กน้อยก่อนถามกลับ
“คุณเห็นเหรอคะ”
ผมหัวเราะ
“เห็นครับ เมื่อคืนเห็นมานั่งรุมดูข้าวที่ผมกินเหลือไว้หน้าห้อง”
หมอนวดเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเบาลง
“คุณพักชั้นไหนคะ”
“ชั้นเก้าครับ”
“อุ๊ย…ดีแล้วค่ะ”
จากนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็เริ่มไหลออกมาเหมือนเปิดประตูน้ำ
ชั้นหกเคยมีแขกกระโดดตึก
ลานจอดรถเคยมีเหตุยิงกัน
ด้านหลังโรงแรมเคยมีคดีร้ายแรง
รวมถึงเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่สะสมมาตลอดหลายปี
ภายในเวลาเพียงชั่วโมงกว่า ๆ
ผมก็ได้รับข้อมูลย้อนหลังของโรงแรมแทบทั้งหมด
มากกว่าที่พนักงานต้อนรับยอมบอกเสียอีก
และในที่สุดผมก็ได้ข้อสรุปตามเดิม
บางครั้ง
การไปนวดแผนไทยในต่างจังหวัด
ก็เป็นวิธีสืบค้นข้อมูลท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่งเช่นกัน
สิ่งเดียวที่ผมทำได้ คือจัดส่งพวกเขาเข้าสู่ระบบตามหน้าที่
และรหัสประจำตัวระหว่างผมกับพี่พิกุลก็คือ
“191”
ทันทีที่แจ้งรหัสดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องจะมารับตัวดวงวิญญาณเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการต่อไป
เรียบง่าย
ตรงไปตรงมา
และไม่สร้างภาระผูกพันระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตาย
บางครั้งสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “ความสามารถพิเศษ”
อาจไม่ใช่ของขวัญที่น่าอิจฉาเสมอไป
เพราะในขณะที่หลายคนพยายามเปิดประตูเพื่อมองเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง
ผมกลับใช้เวลาทั้งชีวิต พยายามปิดประตูบานนั้นลงอย่างเงียบ ๆ
เท่านั้นเอง
ราชะ ตันตระ
02/06/2569