กล่องใส่ขนม

กล่องใส่ขนม
ในชีวิตของมนุษย์นั้น มีหลายสิ่งที่เราเฝ้ารักษา ดูแล และทะนุถนอมเป็นอย่างดี แต่กลับมีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งค่อย ๆ หล่นหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
บทเรียนในคืนนี้ เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ผมจดจำได้ชัดเจนที่สุด แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม
คืนวันพฤหัสบดีนั้น ห้องเรียนยังคงเป็นห้องเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ คุรุองค์ประจำไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของท่าน ผมนั่งรออยู่เพียงลำพังในห้องเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก
ชายชราผู้หนึ่งก้าวเข้ามา
ท่านมีรูปร่างสันทัด ค่อนข้างผอมแข็งแรง ผมยาวสีดำแซมขาวสยายลงมาถึงบ่า หนวดเครายาว ดวงตาคมและเปี่ยมพลัง แตกต่างจากคุรุหลายองค์ที่ผมเคยพบ ท่านดูทะมัดทะแมง ราวกับนักเดินทางผู้ผ่านโลกมานับไม่ถ้วน
“วันนี้ข้าว่าง” ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เลยจะพาเอ็งออกไปเรียนข้างนอกบ้าง”
แล้วท่านก็เดินนำออกไปจากห้องเรียน
เบื้องหลังประตูนั้น ไม่ใช่ทางเดินธรรมดา หากเป็นโลกอีกแห่งหนึ่ง
ลานกว้างทอดยาวออกไปสุดสายตา ต้นไม้ลำต้นสีทองอร่ามเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ ใบไม้สีม่วงแดงพลิ้วไหวอย่างงดงาม พื้นดินสีน้ำตาลแดงมีประกายระยิบระยับคล้ายผงอัญมณี หญ้าสีแดงขึ้นปกคลุมเป็นหย่อม ๆ ลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านก็เป็นสีแดงเช่นเดียวกัน
ที่นั่นไม่มีความมืด ไม่มีความสว่าง
ไม่มีความร้อน และไม่มีความหนาว
ทุกสิ่งอยู่ในสภาวะพอดีอย่างประหลาด
เราเดินต่อไปจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกองไฟขนาดใหญ่ลุกโชนอยู่กลางพื้นที่ รายล้อมด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่สำหรับนั่งพัก รอบด้านมีต้นไม้ใหญ่ทำหน้าที่เสมือนพนักพิงตามธรรมชาติ
คุรุองค์นั้นนั่งลงตรงกลาง
ด้านขวาของท่านมีชายชราชุดดำสนิท ผมและเคราสีขาวสว่าง
ด้านซ้ายเป็นชายชราชุดขาวทั้งชุด ผมและเคราสีดำสนิท ดวงตาเปล่งประกายดุดัน
ผมนั่งลงข้างคุรุองค์ที่พาผมมา
ท่านชี้ไปยังชายชราชุดขาวและชายชราชุดดำ
“ในรุ่นของคุรุเอ็ง มีอยู่ด้วยกันห้าคน เรียกว่า รุ่นเวชชะ”
“เลือกศึกษาระดับเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนพี่น้องร่วมรุ่น”
“ทั้งหมดอยู่ในชั้นไร้ลักษณ์”
ผมนั่งฟังอย่างงุนงง แม้จะไม่เข้าใจนัก แต่ก็พยายามจดจำไว้
แล้วจึงถามต่อไปว่า
“แล้วปู่ล่ะครับ”
ท่านหัวเราะอีกครั้ง
“เฮ้ย…ระดับข้ามันสูงกว่าพวกนี้อีกชั้นหนึ่ง”
ท่านยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“ระดับของคุรุเอ็ง เป็นชั้นไร้ลักษณ์”
“ส่วนระดับของข้า เป็นชั้น อสัญญา”
“และปู่องค์อ้วนที่เอ็งรู้จักนั่น ก็สูงกว่าข้าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง”
เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของผม ท่านจึงส่ายหน้าเบา ๆ
“อธิบายไปเอ็งก็ยังไม่เข้าใจหรอก”
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
และ หลายๆปีต่อมา ผมจึง ได้ค่อยค่อยเรียนรู้
หลังจากนั้นท่านจึงหันกลับไปมองกองไฟตรงหน้า
เปลวไฟสีทองแดงลุกไหวช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบ
“ตันตระของเราแบ่งออกเป็นห้าสายใหญ่”
ท่านกล่าวขึ้น
“เพื่อให้เอ็งจำง่าย ข้าจะอธิบายเป็นสี”
“สีขาว คือ รูปธรรมแห่งความดี”
“ทุกสิ่งที่แสดงออกทางกาย วาจา และการกระทำ ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น”
ท่านชี้ไปยังชายชราชุดขาว
“สีดำ คือ รูปธรรมแห่งความชั่ว”
“ทุกสิ่งที่แสดงออกตามใจตนเอง โดยไม่สนใจผลกระทบต่อผู้อื่น”
จากนั้นท่านชี้ไปยังชายชราชุดดำ
“และ สีน้ำเงิน คือ นามธรรมแห่งความชั่ว”
“แม้ภายนอกอาจดูสงบ เรียบร้อย หรือดูเป็นคนดี แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ความอิจฉา ความโลภ หรือความอาฆาต”
“ส่วน สีแดง คือ นามธรรมแห่งความดี”
“แม้ยังไม่ได้ลงมือทำ แต่ภายในเต็มไปด้วยเมตตา ความปรารถนาดี และความคิดที่จะเกื้อกูลทั้งตนเองและผู้อื่น”
จากนั้นท่านหยุดพูดชั่วครู่
ก่อนยกนิ้วขึ้นอีกครั้ง
“ส่วนสีเขียว”
“คือปัญญา”
“คือความรู้ ความเข้าใจ”
“คือความพอดี”
“และคือความสามารถในการใช้ทั้งสี่สีให้ถูกเวลา ถูกสถานที่ และถูกเหตุปัจจัย”
“เพราะทุกสิ่งที่ขาดปัญญา นั้นย่อมไม่สมบูรณ์”
“สีเขียวจึงเป็นประธานของทั้งห้าสาย”
คุรุเอ็งและข้า ต่างก็อยู่ใน สายนี้
ยังไม่ทันที่ท่านจะพูดจบ
ผมก็รีบพูดแทรกขึ้นมาตามประสาเด็ก
“ถ้าอย่างนั้นผมเรียนสีเขียวครับ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบกองไฟ
แม้แต่ชายชราชุดขาวยังยิ้มมุมปาก
ส่วนชายชราชุดดำก็ส่ายหน้าเบา ๆ
คุรุองค์นั้นหัวเราะจนเคราสั่น ก่อนตอบว่า
“เอ็งไม่มีสิทธิ์เลือกหรอก”
“และจริง ๆ แล้ว ไม่มีใครเลือกได้”
“มันอยู่ที่ว่า เอ็งเหมาะกับอะไร”
“ส่วนจะเหมาะกับอะไรนั้น วันหนึ่งเอ็งจะรู้เอง”
หลังจากสนทนากันอีกพักใหญ่ ท่านก็หยิบกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่งขึ้นมา ภายในมีขนมรูปดอกไม้เรียงอยู่หลายชิ้น
“เอาไปถือไว้”
ท่านกล่าว
“อยากไปวิ่งเล่นก็ไป แต่เหนื่อยเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาคืนกล่องนี้ให้ข้า”
ผมรับกล่องมาอย่างดีใจ แล้ววิ่งออกไปเล่นตามประสาเด็ก
ผมหยิบก้อนหินขึ้นมาดู
เก็บใบไม้สีแปลกตา
นั่งเล่นริมน้ำ
เดินสำรวจไปทั่วบริเวณ
จนกระทั่งเหนื่อยจึงกลับมาหาท่าน
ผมยื่นกล่องขนมคืนให้
ท่านรับไป เปิดฝากล่องออก แล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง
ขนมทั้งหมดหายไปแล้ว
ผมตกใจมาก
ท่านจึงถามว่า
“กล่องอยู่กับตัวเอ็งตลอดหรือไม่”
ผมรีบตอบว่าอยู่
“ทำหล่นหรือเปล่า”
ผมส่ายหน้า
“แล้วขนมหายไปได้อย่างไร”
ผมตอบไม่ได้
เพราะไม่รู้จริง ๆ
ท่านมองหน้าผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้ม
แล้วกล่าวประโยคที่ผมจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
“เอ็งเชื่อว่าขนมยังอยู่ เพียงเพราะกล่องยังอยู่”
“เหมือนคนจำนวนมากในโลกนี้”
“ที่คิดว่าตนรู้แล้ว เก่งแล้ว ดีแล้ว หรือมีแล้ว”
“เพียงเพราะภายนอกยังคงอยู่ครบ”
“แต่สิ่งสำคัญข้างใน อาจหล่นหายไปนานแล้ว”
จากนั้นท่านจึงสอนต่อว่า
สิ่งที่ทำให้มนุษย์พลาดมากที่สุด ไม่ใช่ความโง่
ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นความมั่นใจ
เมื่อเรามั่นใจว่ามีแล้ว
เราจะเลิกตรวจสอบ
เมื่อเรามั่นใจว่ารู้แล้ว
เราจะเลิกศึกษา
เมื่อเรามั่นใจว่าดีแล้ว
เราจะเลิกสำรวจตนเอง
และเมื่อถึงวันที่จำเป็นต้องใช้สิ่งนั้นจริง ๆ
เราจึงเพิ่งค้นพบว่า
มันได้หายไปจากชีวิตของเรา นานแล้ว
วันนั้นผมจึงได้เข้าใจว่า
บทเรียนเรื่องกล่องขนม ไม่ได้หมายถึงขนมเลย
แต่หมายถึงชีวิตมนุษย์ทั้งชีวิต
ร่างกายเป็นเพียงภาชนะ
ตำแหน่งเป็นเพียงภาชนะ
ชื่อเสียงเป็นเพียงภาชนะ
ทรัพย์สินเป็นเพียงภาชนะ
แม้แต่ศาสนา ความเชื่อ และวิชาความรู้ ก็เป็นเพียงภาชนะ
สิ่งสำคัญคือสิ่งที่อยู่ภายใน
และสิ่งนั้น มักไม่ได้สูญหายไปในวันเดียว
แต่มันค่อย ๆ หล่นหายออกจากกล่องทีละเล็กทีละน้อย ระหว่างทางที่เราใช้ชีวิต
จนกระทั่งวันที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ
เราจึงเปิดกล่องออกดู
และพบว่า
กล่องยังอยู่ในมือ
แต่สิ่งสำคัญนั้น
ได้หายไปหมดแล้ว
“จงหมั่นสำรวจจิตของตนเสมอ
อย่าได้มัวยึดติดเพียงแต่ภาชนะเปลือกนอก”
ราชะ ตันตระ
01/06/2569