อวิชชา

อวิชชา
ช่วงปีแรกของการเปิด “ตันตระเทวาลัย”
ทุกอย่างยังเรียบง่ายมาก
เรายังไม่มีอาสาสมัครมากนัก
ลูกศิษย์รุ่นใหม่ก็ยังไม่ได้เริ่มรับอย่างจริงจัง
มีเพียงลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ไม่กี่คน ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาช่วยตามโอกาส
หนึ่งคนต้องทำหลายหน้าที่
ทั้งสวดมนต์ ประกอบพิธี ควบคุมการนั่งสมาธิเปิดจิต รวมถึงดูแลผู้คนที่เข้ามาปรึกษา
ในยุคนั้น พวกเรายังเปิดกันแบบเงียบ ๆ
อาศัยเพียงการบอกต่อปากต่อปาก
วันแรก ๆ บางวันมีคนเข้ามาไม่ถึงสิบคน
พวกเรานั่งพูดคุยกันเสียมากกว่า
ส่วนผมเอง ก็เหมือนได้เพื่อนใหม่มานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกัน
แต่ไม่นานนัก
ผมก็เริ่มเข้าใจว่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้
อาจไม่ใช่ภูตผีหรือวิญญาณ
แต่อาจเป็น “อวิชชา”
ที่ซ่อนอยู่ภายในใจมนุษย์เอง
ชายคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องดวงชะตา
เมื่อตรวจดูตามหลักวิชา
ตัวเลขที่เด่นชัดที่สุดในชีวิตเขาคือเลข 37
เลข 3 คือ ดาวอังคาร
สื่อถึงการต่อสู้ อาวุธ ความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลง
เลข 7 คือ ดาวเสาร์
ประธานแห่งบาปเคราะห์ ความทุกข์ ความหนักหน่วง และบททดสอบของชีวิต
เลข 37 จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเลขร้าย
และเลขนี้ยังปรากฏอยู่เกือบทุกจุดในดวงชะตาของเขา
แม้แต่เบอร์โทรศัพท์มือถือก็ยังลงท้ายด้วย 37
แต่สิ่งที่น่าแปลก คือ
ลักษณะราศี สีหน้า แววตา ตลอดจนองค์ประกอบของใบหน้า
กลับสงบนิ่งและมั่นคงผิดกับตัวเลข
เมื่อให้นั่งสมาธิเปิดจิต
ดวงจิตของเขากลับสว่าง สงบ และงดงาม
สุดท้ายจึงพบว่า
สายงานอาชีพและวิถีชีวิตของเขา
กลับเหมาะสมกับพลังของเลขเหล่านี้อยู่แล้ว
และนี่คือหนึ่งในบทเรียน
ที่ผมมักสอนลูกศิษย์เสมอว่า
“ต่อให้เป็นเลขดี
หากไม่เหมาะกับพื้นฐานดวงชะตาและชีวิต
มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
หากเพียงแค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
แล้วชีวิตทุกคนจะดีขึ้นได้อย่างง่ายดายจริง
โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีรัฐบาล
ไม่ต้องมีการศึกษา
ไม่ต้องมีความพยายามใดอีก
ทุกคนคงดวงดีชีวิตดีไปหมดแล้ว
ผมจึงมักถามลูกศิษย์อยู่เสมอว่า
“ถ้าดูดวงแม่นจริง
แก้ดวงได้จริง
แล้วเหตุใดหมอดูดวงจำนวนมาก
จึงยังต้องดำรงชีวิตอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น”
เพราะการดูดวงที่แม่นยำ
แท้จริงแล้วไม่ต่างจากการจุดไฟเผาร่างกายและดวงจิตของตัวเอง
เพื่อแลกกับเงินทอง
และการนำทุกปัญหาไปโยนให้วัด
หรือให้พระสงฆ์แก้กรรมให้ทั้งหมด
ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ที่ทำให้ศาสนามัวหมอง
เพราะพิธีกรรมบางอย่าง
ไม่ใช่กิจของสงฆ์เลยแม้แต่น้อย
ต่อมา มีสุภาพสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาพูดคุย
เธอดูเงียบ หม่นหมอง และมีอาการคล้ายคนซึมเศร้า
ทั้งที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้สาเหตุ
เมื่อให้นั่งสมาธิเปิดจิต
จึงเห็นดวงวิญญาณของชายคนหนึ่ง
ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ
หลังสื่อสารกัน
จึงทราบว่า
ฝ่ายชายเป็นทหารประจำการอยู่ทางภาคใต้
ก่อนเสียชีวิตในคืนออกลาดตระเวน
ทั้งสองเพิ่งทะเลาะกันอย่างรุนแรงทางโทรศัพท์
เขาจากไปโดยไม่มีโอกาสได้อธิบาย
และไม่มีแม้แต่คำขอโทษ
ความรู้สึกติดค้าง
จึงกลายเป็นกรรมผูกพัน
และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่ง
ที่ผมมักสอนลูกศิษย์เสมอว่า
“บางคำ
หากมันจะทำร้ายคนที่เรารัก
จงกลืนมันลงไปเสีย”
คนแปลกหน้า
เวลาเราพูด เรายังเกรงใจกัน
แต่กับคนใกล้ตัว
คนที่รักเรา
เรากลับมักเลือกคำพูดที่รุนแรงที่สุด
เพื่อทำร้ายอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
ในทางตันตระ
การฝึกลมหายใจบางรูปแบบ
เราจะภาวนาคำว่า “เกิด” เมื่อหายใจเข้า
และภาวนาคำว่า “ตาย” เมื่อหายใจออก
เพื่อเตือนตนเองว่า
ทุกลมหายใจ
คือการเริ่มต้นใหม่และการจบลง
ไม่มีใครรู้เลยว่า
ลมหายใจไหนจะเป็นลมหายใจสุดท้าย
ดังนั้น
จงถนอมน้ำใจคนที่เรารัก
และคนที่รักเรา
ในทุกช่วงเวลาที่ยังมีโอกาส
เพราะเมื่อถึงวันที่สายเกินไป
บางครั้ง
แม้แต่คำขอโทษ
ก็อาจไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว
อีกเหตุการณ์หนึ่ง
ที่ผมยังจำได้ดี
หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางมาพร้อมเพื่อนสนิท
แต่เพื่อนของเธอกลับมีอาการเหม่อลอยผิดปกติ
เมื่อให้นั่งสมาธิเปิดจิต
จึงเห็นได้ชัดว่า
เธอกำลังถูก “ของ”
ใช่ครับ
มนต์ดำ
หลังประกอบพิธีปรับดวงจิตเบื้องต้น
เธอเริ่มได้สติกลับคืนมาบางส่วน
เมื่อพูดคุยกันต่อ
จึงทราบว่า
ก่อนหน้านั้นเธอกับแฟนหนุ่ม
ได้เดินทางไปพบอาจารย์ไสยศาสตร์ชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ฝ่ายชายอยากเป็นนักร้อง
ส่วนเธออยากเข้าสู่วงการแสดง
ซึ่งตามดวงชะตา
ทั้งสองมีโอกาสไปได้จริง
มีการประกอบพิธีติดต่อกันสามวัน
แต่หลังจากนั้น
ทั้งคู่กลับทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนเลิกรากัน
ฝ่ายหญิงเริ่มหลงใหลอาจารย์ไสยศาสตร์คนนั้นแทน
ถึงขั้นต้องไปหาทุกคืน
เป็นเวลาหลายเดือน
ทั้งเงินทอง งาน อนาคต และทรัพย์สิน
ค่อย ๆ สูญหายไปทีละอย่าง
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าควรถอยออกมา
แม้ครอบครัวและเพื่อนจะเตือน
เธอก็ไม่เชื่อใคร
หลังประกอบพิธีและนั่งสมาธิขอพรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
เธอจึงเริ่มมีสติกลับคืนมา
เมื่อสังเกตอาการอย่างละเอียด
จึงพบว่าเหงื่อตามร่างกายของเธอ
มีคราบสีดำปะปนออกมาอย่างชัดเจน
ลักษณะเช่นนี้
มักเกิดจากการลงของผ่านการดื่มกิน
รวมถึงความสัมพันธ์ทางกาย
เบื้องต้น
ผมแนะนำให้เธอถือพรหมจรรย์
ถือศีลอดตามหลักวิชาของตันตระเทวาลัย
และให้นำเทียนที่ผ่านพิธีแล้วเจ็ดเล่มกลับไปจุด
คืนละหนึ่งเล่ม
ติดต่อกันเจ็ดคืน
เพราะเวลากลางคืน
คือช่วงเวลาที่อีกฝ่ายใช้พลังเรียกจิตเธอมากที่สุด
เมื่อถึงคืนที่สาม
อาการของเธอเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน
เธอกลับมาสดใส
กลับไปพูดคุยปรับความเข้าใจกับแฟนหนุ่ม
จนคืนดีกันได้อีกครั้ง
หลังครบเจ็ดวัน
เธอเดินทางกลับมาพร้อมแฟนหนุ่มและเพื่อน
ก่อนเล่าให้ฟังว่า
อาจารย์ไสยศาสตร์คนนั้นป่วยหนักเกือบเสียชีวิต
แต่รอดมาได้
เพราะบิดาของเขาซึ่งเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ชื่อดังอีกคน
ประกอบพิธีต่อชะตาให้
และยังฝากข้อความมาด้วยว่า
“อยากขอขมา
และขอให้เลิกแล้วต่อกัน”
หญิงสาวถามผมว่า
“เรื่องทั้งหมดนี้
เกี่ยวกับพิธีที่เราทำหรือเปล่า”
ผมเพียงยิ้ม
แต่ไม่ได้ตอบอะไร
สายตาค่อย ๆ มองไปยัง
พระบาทแห่งองค์พระมหาสดาศิวะเจ้า
ผู้ทรงเหยียบบนอวิชชา
ในขณะนั้นเอง
ดวงจิตระลึกถึงคุรุครูบาอาจารย์
และผมก็ได้ยินเสียง
“สาธุ… โอม…”
ดังก้องขึ้นนับพันเสียง
จากดวงวิญญาณแห่งเหล่าคณาจารย์
ผู้ปวารณาตน
รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า
ราชะ ตันตระ
31/05/2569