เปรต

เปรต
“ตามคติความเชื่อโบราณ เปรต มิใช่เพียงผี แต่เป็นสัญลักษณ์ของความยึดมั่น ความโลภ และความไม่รู้จักพอ ซึ่งกลายเป็นพันธนาการของจิต แม้ความตายก็มิอาจปลดเปลื้องได้”
ครั้งแรกในความทรงจำที่ผมสัมผัสกับ “เปรต” เกิดขึ้นเมื่อกว่าห้าสิบปีก่อน บนดาดฟ้าของตึกแถวเก่าหลังตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งเป็นร้านขายของเล็ก ๆ ของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
ญาติห่าง ๆ คนนั้นเป็นคนใจดี รักเด็ก และมักพาเด็ก ๆ ขึ้นไปนั่งเล่นรวมกันบนดาดฟ้าในเวลาค่ำ บรรยากาศของกรุงเทพยุคนั้นยังเงียบกว่าปัจจุบันมาก เมื่อฟ้ามืดแล้ว ลมกลางคืนจะพัดผ่านหลังคาตึก เสียงรถราบนถนนค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงคนคุยกันไกล ๆ กับแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเก่า
คืนนั้น ขณะทุกคนกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน ก็เกิดเสียงประหลาดดังขึ้น
เป็นเสียงหวีดแหลมเล็ก ๆ คล้ายคนห่อปากแล้วเป่าลมยาว ๆ ดังอยู่สองสามครั้ง
ญาติผู้ใหญ่คนนั้นหน้าซีดทันที ส่วนเด็กคนอื่นยังคงเล่นกันตามปกติ แต่ผมกลับเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
และสิ่งที่เห็นในคืนนั้น ผมไม่เคยลืมเลยจนถึงวันนี้
ร่างผอมสูงผิดมนุษย์ ตาเหลือกโปน ปากยื่นยาวเรียวเล็ก ผมกระเซิงชี้ฟู กำลังก้มมองลงมาจากมุมมืดของดาดฟ้า สายตาของมันจ้องมาที่พวกเราอย่างเงียบงัน
ผมรีบก้มมองพื้น หลบสายตานั้นทันที
ญาติผู้ใหญ่คนนั้นรีบถามผมด้วยเสียงสั่นว่า
“เห็นอะไรใช่ไหม”
ผมก้มนิ่ง ไม่ตอบ
เพราะญาติผู้ใหญ่หลายคนในบ้านรู้กันดีอยู่แล้วว่า ตั้งแต่เด็ก ผมมักเห็นอะไรแปลก ๆ เวลาตามผู้ใหญ่ไปบ้านใคร มักพูดคนเดียว ทักทาย หรือยกมือไหว้ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น และเมื่อถูกถาม ผมก็มักตอบว่า กำลังคุยกับคนนี้ คนโน้น ลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ที่เสียชีวิตไปนานแล้วทั้งสิ้น
เมื่อญาติคาดคั้นถามอีกครั้ง ในขณะที่ร่างนั้นเริ่มโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม ผมจึงหลับตา แล้วระลึกถึงคำของคุรุท่านหนึ่ง
“หากเมื่อใด ภูต ผี ปีศาจ สร้างความรำคาญใจ จงระลึกถึงข้า”
“โอม ปัม มัง วยา สา นัง โอม”
คุรุองค์นั้น เป็นหนึ่งในคุรุที่ผมจดจำได้ชัดเจนที่สุด เส้นผมของท่านเป็นสีส้มอมทองอย่างประหลาด งดงามราวเปลวไฟอ่อน ๆ
เมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างนั้นก็หายไป เหลือเพียงกลิ่นเหม็นสาบฉุน ๆ กับควันจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ
นับจากคืนนั้น โลกของ “เปรต” ก็เปิดขึ้นสำหรับผมอย่างสมบูรณ์
ในสมัยเด็ก เวลานั่งสามล้อเครื่องผ่านเสาชิงช้า วัดสุทัศน์ หรือย่านสำเพ็งเยาวราชหลังฟ้ามืด ผมมักเห็นพวกเขาอยู่เสมอ บางตนยืนอยู่บนดาดฟ้า บางตนเดินอยู่ตามตรอกเงียบ บางตนนั่งกอดเข่าซ่อนตัวอยู่ใต้เงาเสาไฟ
ผมจึงติดนิสัย “แกล้งหลับ” ทุกครั้งที่ขึ้นรถ
ไม่ว่าจะพยายามหลับจริง หรือหลับเพื่อไม่มองเห็นก็ตาม
และอาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง จนถึงทุกวันนี้ ผมจึงไม่มีความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะใด ๆ แม้แต่จักรยาน เพราะผมไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนเสมอไปว่า สิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็น “คน” หรือเป็น “ภูตผี”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จากความหวาดกลัว กลับค่อย ๆ กลายเป็นความสงสาร
โดยเฉพาะหลังจากได้รับคำสอนจากคุรุอีกองค์หนึ่ง ซึ่งท่านมักเรียกตนเองว่า “ครูเฒ่า”
ท่านนุ่งผ้าสีส้ม สวมประคำไข่มุกสีขาว ใบหน้าจริงจัง แต่สายตาอ่อนโยนเสมอ กลิ่นจากกายท่านหอมอ่อน ๆ คล้ายพวงมาลัยดอกมะลิ และทุกครั้งที่ท่านพูด จะมีกลิ่นคล้ายโสมอ่อน ๆ ติดอยู่ในลมหายใจ
คืนหนึ่ง ท่านกล่าวกับผมว่า
“รู้หรือไม่ ว่าทำไมมนุษย์จึงเห็นเทพเทวดาแตกต่างกัน”
“เพราะจิตของคนเราปรุงแต่ง”
“เมื่อจิตปรุงแต่งเช่นไร ก็ย่อมเห็นเป็นเช่นนั้น”
“เอ็งเห็นภูตผีปีศาจน่ากลัว ก็จงฝึกจิตเสียใหม่”
“จงอธิษฐานในใจเสมอ”
หลังจากนั้น ผมเริ่มฝึกใช้จิต “ปรุงแต่ง” สิ่งที่เห็น
และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับภูตผีปีศาจแทบทุกประเภท
ยกเว้น “เปรต”
เพราะไม่ว่าพยายามปรุงแต่งเพียงใด ลักษณะพิเศษของพวกเขายังคงชัดเจน แตกต่างจากวิญญาณประเภทอื่นเสมอ
ยิ่งพบเห็นมากขึ้น ผมยิ่งเกิดความสังเวช
คุรุเคยกล่าวไว้ว่า เปรตจำนวนมากมิใช่วิญญาณอ่อนแอ ตรงกันข้าม หลายตนกลับมีฤทธิ์ มีอำนาจ และมีพลังเหนือภูตผีทั่วไปเสียอีก
แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ พวกเขากลับติดค้างอยู่ระหว่างภพ ไม่สามารถเข้าสู่มรรตัยภูมิได้ แม้แต่ “191” — คำที่ผมและพี่พิกุลใช้เรียกยมทูต ผู้มีหน้าที่รับและคร่ากุมวิญญาณ — ก็ไม่สามารถพาพวกเขาไปได้
ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนั้น เป็นเวลายาวนานแสนนาน
คุรุเคยสอนให้ผมสังเกต “เปรตที่มีฤทธิ์”
ซึ่งมักดูได้จากเศษสิ่งของที่ยังติดอยู่กับร่าง
เพราะเครื่องแต่งกายส่วนใหญ่มักหลุดหายไปหลังความตาย เหลือเพียงบางส่วนที่ติดแน่นกับจิตของเจ้าของ
และสิ่งที่ผมพบเห็นบ่อยที่สุด คือ
เศษจีวร
ประคำ
เครื่องรางของขลัง
แม้แต่พระเครื่อง
ใช่ครับ… บางตนเคยเป็น “ผู้ปฏิบัติ”
นั่นยิ่งทำให้ผมเกิดความสังเวชมากกว่าเดิม
สิ่งเดียวที่ผมพอช่วยได้ คือชักชวนให้เข้ามาพึ่งใบบุญแห่งเทวาลัย ปวารณาตนรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า พระมหาสดาศิวะเจ้า ผู้เป็นใหญ่
หากตั้งมั่นด้วยศรัทธาและจิตที่ดีจริง ๆ
สามถึงห้าปี ร่างของพวกเขาจะค่อย ๆ กลับคืนสภาพคล้ายมนุษย์ได้อีกครั้ง
ครั้งหนึ่ง ระหว่างเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ผมและครอบครัวรวมทั้งคณะลูกศิษย์ ได้เข้าพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง
ตั้งแต่มาถึงช่วงบ่าย ทุกคนก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
หลายคนเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งเดินตามพวกเราอยู่ตลอดเวลา เดินผ่านตรงนั้น โผล่ตรงนี้ เหมือนเข้าพักอยู่ในรีสอร์ตเดียวกัน
แต่เมื่อสอบถามพนักงาน กลับไม่มีชื่อผู้เข้าพักลักษณะดังกล่าวเลยแม้แต่คนเดียว
ในยุคนั้น โทรศัพท์ Blackberry ยังได้รับความนิยม ลูกศิษย์บางคนจึงลองถ่ายรูปเล่นจากบริเวณต้นไม้ที่เหมือนมีใครแอบมองอยู่
และเมื่อเปิดดูภาพ
สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียง “กลุ่มควัน” ลอยออกมาจากต้นไม้ต้นนั้น
แม้เวลาจะผ่านมานานจนรูปเหล่านั้นสูญหายไปพร้อมโทรศัพท์เครื่องเก่า แต่หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นยังจำได้ดี
กระทั่งช่วงค่ำ ขณะทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บนดาดฟ้ารีสอร์ต ผมก็ได้ยินเสียงคุ้นหูอีกครั้ง
เสียงหวีดแหลมยาว
เสียงที่ผมไม่มีวันลืม
เมื่อเงยหน้ามองออกไปไกล ๆ ท่ามกลางความมืดของแนวต้นไม้ ผมเห็นร่างสูงใหญ่จำนวนมากกำลังเดินตรงมาทางนี้
ไม่ใช่เพียงตนเดียว
แต่เป็น “ฝูงเปรต”
ราวสามสิบตน
เสียงลมปะทะต้นไม้ เสียงเหมือนกิ่งไม้หัก และเสียงกระแทกจากร่างสูงใหญ่ดังเป็นระยะ ขณะที่พวกมันเคลื่อนตัวเข้ามาช้า ๆ
ผมหันกลับมามองที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง
ลูกศิษย์หลายคนหายไปแล้ว
ก่อนจะพบว่า ทุกคนกำลังมุดหลบอยู่ใต้โต๊ะกันเป็นหมู่คณะ บางคนทำท่าเหมือนกำลังช่วยกันหาของตกพื้นอย่างขยันขันแข็ง
ภาพนั้นทำให้ผมและครอบครัวหัวเราะกันเสียงดังลั่น
ส่วนลูกศิษย์ที่มุดโต๊ะกันในวันนั้น หลายคนก็ยังอยู่ในเทวาลัยจนถึงปัจจุบัน
หากใครสงสัยว่ามีใครบ้าง
ลองไปถามกันเอาเองก็แล้วกันครับ…
ราชะ ตันตระ
30/05/2569