เพื่อน

เพื่อน

มนุษย์ทุกคน ย่อมต้องมี “เพื่อน”

บางคนผ่านเข้ามาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต
บางคนจากไปแล้ว
แต่ยังทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในใจเราเสมอ

มิตรสหาย เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของชีวิต
เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ทิศทางชีวิต และบางครั้ง อาจรวมไปถึง “กรรมลิขิต”

ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า

“คบคนพาล พาลพาไปหาผิด
คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

แต่ในความเป็นจริง
มนุษย์ไม่มีใครดีทั้งหมด และไม่มีใครเลวทั้งหมด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
ใครดี หรือใครเลว

แต่คือ

ใครควรอยู่ในชีวิตเรา
และใครควรปล่อยให้เดินจากไป

ผมพบเจอผู้คนมาไม่น้อย
แต่ด้วยข้อจำกัดทางความเชื่อ นิสัยส่วนตัว และวิธีคิดที่อาจไม่เหมือนคนทั่วไป
ผมจึงมีวิธีตัดสินคนค่อนข้างประหลาด

ผมมักไม่พูดตรง ๆ
ไม่อธิบายความขุ่นใจ
ไม่ค่อยๆปรับความเข้าใจ
แต่ใช้วิธีชั่งน้ำหนักอยู่เงียบ ๆ

ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสีย
ก็คบกันต่อไป

แต่เมื่อใดที่ข้อเสียมีน้ำหนักมากกว่า
ผมมักเลือกที่จะเงียบ ห่างหาย และตัดใจจากไปเอง

บางทีอาจเป็นเพราะผมฝึกฝนมากับคุรุและครูบาอาจารย์ผู้ทรงอภิญญาเหนือมนุษย์
จึงมีวิธีคิดบางอย่างที่ผิดแผกจากคนทั่วไป

และบางที
นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ ผมมีเพื่อนน้อยมาก

ครั้งหนึ่ง ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง
ผมเคยเข้าหุ้นลงทุนกับเพื่อน

ในเวลานั้น ผมค่อนข้างมั่นคงทางการเงินแล้ว
แต่ก็ยังต้องการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อคำนวณดวงเมือง
ผมเห็นว่าดวงประเทศ ดวงผู้นำ และดวงเศรษฐกิจ กำลังอ่อนกำลังลง

ขณะเดียวกัน
เมื่อคำนวณประเทศเพื่อนบ้าน กลับพบว่ามีพลังแข็งแรงกว่า

ผมจึงแบ่งแลกเงินส่วนใหญ่ออกไปเป็นเงินตราต่างประเทศ
เหลือไว้เพียงประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้ลงทุนในประเทศไทย

การลงทุนครั้งนั้นกำหนดเงินไว้ราวสามสิบล้านบาท
โดยตกลงกับเพื่อนว่าจะร่วมทุนกันคนละครึ่ง

ผมคำนวณไว้แล้วว่า
หากผมลงทุนเพียงครึ่งเดียว ก็ยังเหลือเงินอีกส่วนไว้ดูแลครอบครัว
เพื่อให้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นไปได้อย่างสบาย

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

เพื่อนที่ผมไว้ใจ
กลับไม่สามารถนำเงินมาร่วมลงทุนได้ตามที่ตกลงกันไว้

แผนทั้งหมดจึงพังลงทันที

สุดท้ายผมต้องนำเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ในมือมาลงทุนเอง
จากที่เคยคิดว่าจะเหลือเงินไว้ใช้จ่ายอย่างมั่นคง
ชีวิตกลับเริ่มตึงมือขึ้นอย่างมาก

แต่แทนที่ผมจะพูดคุยกับเพื่อนตรง ๆ
แทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่าเรื่องนี้ส่งผลกับผมเพียงใด
หรือเปิดใจฟังว่าเขามีเหตุจำเป็นอะไร

ผมกลับเลือกความเงียบ

ไม่อธิบาย
ไม่พูดคุย
ไม่ปรับความเข้าใจ

สุดท้ายก็โกรธ
และเลิกคบกันไป

ในเวลานั้น ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

แต่เมื่ออายุมากขึ้น
ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า

บางเรื่อง
เพียงแค่นั่งลงพูดคุยกัน
บอกกันว่าเราเจ็บตรงไหน
และฟังกันว่าอีกฝ่ายติดขัดตรงไหน

เท่านั้นก็อาจเพียงพอแล้ว

การเงียบใส่กัน
ไม่ใช่การแก้ปัญหา

บางครั้ง
มันเป็นเพียงการฝังปัญหาไว้ในใจ
แล้วปล่อยให้มิตรภาพตายไปอย่างเงียบ ๆ

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน

ผมมีเพื่อนรักคนหนึ่ง
สนิทกันมาก

วันหนึ่งผมได้ยินว่าเขาคิดจะฟ้องแม่บุญธรรมที่รับเขามาเลี้ยง
ด้วยเหตุว่าไม่ได้ดูแล ไม่แบ่งสมบัติ และไม่ให้เงินใช้ตามที่เขาต้องการ

ผมตัดสินเขาในทันที

ในใจคิดว่า
หากแม้แต่แม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูเขามา เขายังทำได้ถึงเพียงนี้
แล้วเพื่อนอย่างพวกเราจะมีความหมายอะไร

ผมจึงตัดการติดต่อ
ไม่พูด
ไม่คุย
ไม่อธิบาย

จนเสียเพื่อนคนนี้ไป

ทั้งที่ในความเป็นจริง
ผมควรพูดกับเขา
ควรเตือนเขา
หรืออย่างน้อย ก็ควรฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเขาก่อน

แม้ในเวลานั้นผมจะอายุเพียงสิบห้าปีก็ตาม

เรื่องทั้งหมดผ่านมานานแล้ว
ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

แต่สิ่งที่ยังทำได้ คือปรับปรุงตนเอง

ภายหลังผมจึงติดต่อกลับไปหาเพื่อนเหล่านี้
พูดคุย ปรับความเข้าใจ
และปล่อยให้เรื่องบางเรื่องกลายเป็นอดีต

เพราะบางครั้ง
มิตรภาพไม่ได้พังเพราะใครเลวกว่ากัน

แต่มันพัง
เพราะไม่มีใครยอมพูดความจริงในใจออกมา

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

การมองและพิจารณา

ดี หรือเลว พิจารณาอย่างไร

มนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย
ย่อมไม่อาจเป็นคน “ดีบริสุทธิ์” หรือ “เลวบริสุทธิ์” ได้อย่างสมบูรณ์

เพราะทุกการกระทำ
ย่อมส่งผลกระทบต่อใครบางคนเสมอ

นักรบผู้ปกป้องแผ่นดิน
อาจเป็นวีรบุรุษของคนฝ่ายหนึ่ง
และเป็นผู้ทำลายของอีกฝ่ายหนึ่ง

โจรที่ขโมยของผู้อื่น
อาจเป็นคนเลวของผู้เสียหาย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาจเป็นพ่อที่กำลังดิ้นรนช่วยชีวิตลูก

ดังนั้น
คำว่า “ดี” หรือ “เลว”
บางครั้งจึงขึ้นอยู่กับว่า เรายืนมองจากด้านใด

ในกรณีของเพื่อน
ผมจึงมักพิจารณาจากสิ่งที่เขากระทำกับเรา
มิใช่เพียงสิ่งที่เขากระทำกับผู้อื่น

คนบางคน
อาจเป็นคนไม่น่าคบในสายตาคนทั้งโลก
แต่หากเขาจริงใจกับเรา
หวังดีกับเรา
ไม่เคยทำร้ายเรา
และอยู่ข้างเราในยามจำเป็น

เขาก็อาจเป็น “เพื่อนที่ดี” ของเราได้

ช่วงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสองปี
ผมมีเพื่อนรักคนหนึ่งในสมัยเรียน

เขามีพฤติกรรมชอบฉกฉวยข้าวของผู้อื่น

แน่นอน
สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
และไม่ใช่สิ่งที่ควรยกย่อง

เมื่อเขาได้ของมา
ก็มักนำไปขายต่อให้เพื่อนในราคาถูก

ผมเป็นหนึ่งในคนที่มักถูกนำของมาเสนอขายเสมอ

ไม่ใช่เพราะผมอยากได้
แต่เพราะในวัยนั้นผมใช้เงินมือเติบ
บางครั้งซื้อมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะซื้อมาทำไม
สุดท้ายก็เอาไปกองไว้ แล้วนำไปบริจาคภายหลัง

ต่อมาผมจึงเข้าใจว่า
เขาไม่ได้ทำเพราะสนุกเพียงอย่างเดียว
แต่มีปัญหาฐานะทางบ้าน

แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว
ผมยังเห็นว่าข้อดีของเขามีมากกว่าข้อเสีย

จึงยังคบกันต่อไป

วันหนึ่ง
เพื่อนคนนี้เดินหน้าตื่นเข้ามาหาผม แล้วกระซิบว่า

“นี่ กระเป๋านักเรียนแกน่ะ เอาไปวางไว้มั่ว ๆ ได้ยังไง”

จากนั้นเขาก็ยกกระเป๋านักเรียนของผมขึ้นมาให้ดู

“โชคดีนะที่เปิดดูแล้วเห็นชื่อแกก่อน
ไม่อย่างนั้นหายไปแล้ว
อย่าไว้ใจคนสิ
คนแบบฉันมีทั่วไปหมด”

ผมยืนมองหน้าเขาอย่างงงงัน

ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่า
นั่นคือความหวังดีในแบบของเขา

เป็นตรรกะที่วิบัติอย่างยิ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นความจริงใจอย่างประหลาด

อีกครั้งหนึ่ง
ผมใช้ปากการาคาสูงไปเรียนหนังสือ
เป็นปากกาด้ามละหลายพันบาทในยุคนั้น

เมื่อกลับมาที่โต๊ะ
ปากกาทั้งสองด้ามหายไป

แทนที่ผมจะสงสัยเพื่อนคนนี้
ผมกลับเดินไปหาเขา

เพราะในเรื่องแบบนี้
เขาคือผู้เชี่ยวชาญ

ผมกระซิบเล่าให้ฟัง

เขาไม่พูดมาก
แต่เดินไปหาเพื่อนสนิทของผมอีกสองคน

คนหนึ่งคือหัวหน้าห้อง
อีกคนคือขาใหญ่ประจำห้อง

แม้ทั้งสามคนจะไม่ค่อยลงรอยกัน
แต่วันนั้นกลับประสานงานกันอย่างน่าอัศจรรย์

ขาใหญ่เดินไปปิดประตูห้อง
เพื่อนคนนี้เดินปิดหน้าต่าง
ส่วนหัวหน้าห้องยืนหน้าชั้นเรียน แล้วประกาศว่า

“ของของเพื่อนหาย
และน่าจะมีขโมยอยู่ในห้องนี้”

ทุกคนต้องกลับไปนั่งที่
และจะมีการตรวจค้นกระเป๋า

ทันทีที่ประกาศจบ
ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

เสียงขู่ของขาใหญ่
สายตาจับผิดของเพื่อนผม
และความเงียบกดดันของหัวหน้าห้อง

ทำให้ทุกคนรีบกลับเข้าที่นั่งของตน

แม้แต่ผมก็เดินกลับไปที่โต๊ะ

แล้วเรื่องทุกอย่างก็จบลง

ปากกาทั้งสองด้าม
กลับมาวางอยู่บนโต๊ะของผมอย่างเรียบร้อย

ไม่มีใครเห็นว่ามาตอนไหน
ไม่มีใครรู้ว่าใครนำมาคืน
และไม่มีใครพูดอะไรอีก

เหตุการณ์นั้นสอนผมอย่างหนึ่ง

บางคนอาจเป็นคนเลวในสายตาคนทั้งโลก
แต่ในบางวินาที
เขาอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

เพื่อนบางคน
ดูเหมือนเข้ากันไม่ได้
พูดจาไม่หวาน
หรือมีด้านมืดที่สังคมไม่ยอมรับ

แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ
เขากลับอยู่เคียงข้างเราเสมอ

ตรงกันข้าม
บางคนพูดดีเหลือเกิน
ทำเหมือนรักและหวังดีกับเรา

แต่ลับหลังกลับนินทาว่าร้าย
ยุยงให้ผู้อื่นเกลียดเรา
หรือคอยหาผลประโยชน์จากความไว้ใจของเรา

บางคนตีสนิทเพื่อหาจุดอ่อน
บางคนใช้ความน่าสงสารเป็นเครื่องมือ
บางคนรับฟัง แต่ไม่เคยช่วยเหลือจริง

คนเหล่านี้
ไม่ว่าเราจะรักหรือทุ่มเทให้เพียงใด
ก็ไม่เคยพอสำหรับเขา

ยามเรามี เขาอยู่
ยามเรายาก เขาหาย

ในทางเวท
จิตที่อัปมงคล ย่อมนำพาให้ดวงชะตาตกต่ำ

คำพูดไพเราะอาจทำให้เราไขว้เขว
แต่จงเปิดตาดูที่ “การกระทำ”

เพื่อนบางประเภท
ทำลายได้ทั้งชีวิต ชื่อเสียง ความไว้ใจ และอนาคต

ที่น่ากลัวที่สุดคือ

เพื่อนแบบนี้
ไม่ตายไปพร้อมเราเหมือนมะเร็ง

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

หากไม่สามารถคัดกรอง แยกแยะ หรือตัดใจได้
ลองเปิดใจตรองคำสอนของคุรุแห่งตันตระข้อนี้ดู

“มนุษย์ทั้งหลาย
ยามเกิดมาบนโลกใบนี้ เราเกิดเพียงลำพัง
ยามจากโลกใบนี้ไป เราจากเพียงลำพัง
ในวันแห่งการตัดสินกรรม ไม่มีใครช่วยท่านได้”

หรือประกอบพิธีกรรม เพื่อแก้ให้พ้นจากเคราะห์แห่งวาระกรรมนี้

พิธีกรรม “ล้างวิบัติมิตรา”

นำภาชนะใส่น้ำสะอาดประมาณ ๑/๔ ลิตร
วางไว้ในห้องนอนก่อนเข้านอน

จากนั้นสวดว่า

“โอม นะมะพะยาสากะโร
มิตรา พะ ลา ลัง
ชยะ วิบัติ สาธุ”

๘ จบ แล้วเข้านอน

เมื่อตื่นเช้า
ให้นำน้ำนั้นไปเททิ้ง
พร้อมระลึกว่า

“ขอให้มิตรวิบัติ และพันธะอันไม่บริสุทธิ์
จงละลายและออกไปจากชีวิตข้าพเจ้า”

ทำต่อเนื่อง ๘ คืน

มิใช่เพื่อสาปแช่งผู้ใด
แต่เพื่อให้ใจกลับมามองเห็นความจริง

รู้ว่าใครควรรักษาไว้
ใครควรให้อภัย
และใครควรปล่อยให้หายไปจากชีวิตอย่างสงบ

เพราะสุดท้ายแล้ว

เพื่อนแท้ไม่จำเป็นต้องมีมาก

แต่ควรมีให้ได้สักคน

ราชะ ตันตระ
29/05/2569