เรือนโบราณ

เรือนโบราณ
การเดินทางในทริปที่ทุกวันนี้ยังคงเป็นที่จดจำของคณะผู้ติดตามและเหล่าลูกศิษย์ และจัดเป็นหนึ่งในสถานที่โปรด ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ คือ ทริปจังหวัดสระบุรี
สถานที่แห่งนั้น เป็นรีสอร์ทเล็กๆริมธารน้ำตก บรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ และงดงามอย่างประหลาด ตัวที่พักสร้างจากเรือนไม้โบราณที่รวบรวมมาจากหลายพื้นที่ นำมาจัดวางเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ราวกับหมู่บ้านเก่าแก่ที่หยุดเวลาเอาไว้กลางผืนป่า
ทุกหลังมีเรื่องเล่า
ทุกมุมมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่
กลางวันดูอบอุ่น น่ารัก และสวยงาม
แต่พอตกกลางคืน สถานที่แห่งนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
บ่ายวันหนึ่ง หลายคนลงไปเล่นน้ำที่น้ำตกด้านหน้ารีสอร์ท ขณะนั้นผมนอนพักอยู่ในห้อง จนได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากด้านนอก จึงรีบเดินออกไปดู
พบว่ามีคนในคณะลื่นล้มในน้ำตกจนเกือบจมน้ำ หลายคนต้องรีบลงไปช่วยกันดึงขึ้นมา แต่ไม่ได้เกิดเหตุอันตรายใดๆเกิดขึ้นนอกจาก ประคำยกดวง ของวัดที่ใส่อยู่ขาดหายไปแทน
เมื่อสอบถาม จึงได้ความว่า
พื้นหินใต้น้ำเต็มไปด้วยตะไคร่ ลื่นมาก ทรงตัวยาก แม้น้ำจะลึกเพียงระดับเอว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างดึงขาเอาไว้ ไม่สามารถขยับตัวได้ตามปกติ
ภายหลัง หัวหน้าคณะฝ่ายดูแลความปลอดภัยตรวจสอบแล้วจึงบอกว่า
“น้ำตก เป็นเหมือนเส้นทางสาธารณะของพวกนั้น”
ทั้งภูติ ผี ปีศาจ หรือวิญญาณเร่ร่อน มักผ่านไปมาในลักษณะนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผมหลับพักผ่อน เพราะปกติจะมีผู้คอยควบคุมดูแลอยู่ตลอด แต่วันนั้น มีเพียง “พี่พิกุล” มาด้วยเพียงคนเดียว จึงตามจัดการไม่ทัน
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมจึงสั่งห้ามทุกคนลงเล่นน้ำตกแห่งนี้โดยเด็ดขาด
แม้น้ำจะไม่ลึก
โขดหินจะดูไม่อันตราย
ต้นไม้ใหญ่สองฝั่งทางจะร่มรื่นสวยงาม
มีกิ่งไม้ทอดผ่านกลางลำธาร
มีชิงช้าไม้แขวนอยู่เหนือน้ำตกอย่างสวยงาม ราวกับฉากในภาพยนตร์
แต่นั่นเป็นเพียงภาพที่เห็นด้วยตาเท่านั้น
เพราะตามหลักการแล้ว ไม่มีใครควรลงไปเล่นที่นั่นเลย
พวกเราเดินทางมาพักที่นี่กันหลายครั้ง หลายวาระ
และทุกครั้ง ก็มักมีเรื่องเล่ากลับออกไปเสมอ
ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์คนหนึ่งเล่าว่า
เขาเห็น “เด็กผู้หญิงชุดแดง” ยืนแกว่งชิงช้าอยู่กลางน้ำตก
ทุกคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ครั้งก่อน ต่างเงียบและมองหน้ากัน เพราะรู้ดีว่า ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็แทบยืนทรงตัวในน้ำไม่ได้ แล้วเด็กตัวเล็กๆจะลงไปนั่งเล่นชิงช้ากลางสายน้ำได้อย่างไร
ทุกคนจึงเข้าใจกันในทันที
“โดนแล้ว”
แต่ครั้งนั้น เรื่องไม่ได้จบอยู่แค่น้ำตก
กลางดึกในคืนเดียวกัน เด็กคนเดิมกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
เธอนั่งอยู่บนคานไม้กลางห้องที่ผมพัก
ใส่ชุดกระโปรงสีแดงเก่าๆ มือกอดตุ๊กตาเอาไว้แน่น
นั่งแกว่งขาเบาๆ แล้วมองลงมาอย่างเงียบงัน
ไม่มีท่าทีดุร้าย
ไม่มีการแสดงอิทธิฤทธิ์
ไม่มีเจตนาหลอกหลอนใดๆ
เพียงแต่นิ่ง… และเศร้าอย่างประหลาด
เมื่อเพ่งมองดีๆ จึงเห็นว่าใบหน้าของเด็กซีดเซียว มีคราบเขม่าดำติดอยู่ทั่วแก้มและหน้าผาก ชุดสีแดงที่สวมใส่ก็เปรอะเปื้อนคราบไหม้เช่นกัน
ขณะนั้นเอง เสียงเบาๆข้างเตียงก็ดังขึ้น
“บ้านไฟไหม้… ยายกับหลานสำลักควันเสียชีวิต”
เสียงนั้นคือพี่พิกุล
เขาบอกต่อว่า ยายของเด็กอยู่ด้านหลังห้อง ซึ่งเดิมเคยเป็นครัวเก่า ปัจจุบันดัดแปลงเป็นห้องน้ำและทางเดิน
เมื่อผมตรวจดู จึงพบว่า
ยายรับรู้แล้วว่าตัวเองเสียชีวิต
แต่ยังข้ามภพไม่ได้
ส่วนเด็กนั้น ยังไม่หมดอายุขัยตามกรรม
ยังเหลือเวลาอีกห้าปี
จึงต้องติดอยู่ในสภาพนั้นต่อไป
ยายจึงไม่ยอมไปไหน
คอยอยู่เฝ้าหลานเพียงลำพัง
ผมตัดสินใจว่า จะยังไม่ส่งทั้งสองไปในตอนนั้น
เพราะอย่างน้อย หากต้องติดอยู่ระหว่างภพ ก็ควรได้อยู่ด้วยกัน
หรืออีกทางหนึ่ง หากทั้งคู่ต้องการ ก็สามารถตามกลับไปยังตันตระเทวาลัย ฝึกฝน เรียนรู้ และปวารณาตนรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อวันหนึ่งจะได้เข้าสู่ศิวโลก ไม่ต้องเวียนว่ายกลับมาอีก
คืนนั้น กิจกรรมตามปกติของพวกเรา คือการมารวมตัวนั่งเล่นที่ห้องผม บ้างเล่นเกม บ้างพูดคุย บ้างนั่งสมาธิ
บางคนนั่งปลายเตียง
บางคนนั่งพิงประตูบานเลื่อนด้านหลัง ซึ่งเชื่อมไปยังห้องน้ำและครัวเก่า
จู่ๆ คนที่นั่งปลายเตียงก็พูดขึ้นว่า
“ใครเดินอยู่ข้างหลังน่ะ เห็นเงาผ่านช่องประตู”
อีกฝ่ายคิดว่าโดนแกล้ง จึงหัวเราะแล้วก้มลงเอาตาแนบมองผ่านร่องประตู
วินาทีต่อมา เขากระโดดถอยหลังสุดแรง พร้อมร้องเสียงหลง
“มีตาครับ!
มีคนจ้องผมอยู่!”
ห้องทั้งห้องเงียบไปชั่วครู่ ก่อนบางคนจะหัวเราะออกมา
คนที่หัวเราะ คือคนที่มาบ่อยจนชิน
ส่วนคนที่หน้าซีด คือคนใหม่ที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก
และคนที่ยืนอยู่มุมห้อง ปิดปากหัวเราะเบาๆ ก็คือพี่พิกุลเช่นเดิม
แม้เรือนหลักที่ผมพักจะเต็มไปด้วยเรื่องราว แต่เรือนอื่นก็ไม่ได้สงบไปกว่ากันนัก
บางหลัง ได้ยินเสียงพานทองเหลืองตกกระแทกพื้นกลางดึก
บางหลัง ถูกเคาะประตูแรงจนสะดุ้งตื่น
หลายห้องสุดท้ายต้องย้ายมานอนรวมกัน
แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกว่า
ไม่ควรไปแทรกแซงอะไร
เพราะทั้งหมดนี้ กลับเข้ากับบรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นอย่างประหลาด ราวกับเรือนไม้เก่าเหล่านั้น ยังมีชีวิต และยังจดจำเรื่องราวบางอย่างเอาไว้
รุ่งเช้า ระหว่างนั่งรับประทานอาหารเช้า ลูกศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า
“เมื่อคืนผมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเลยครับ เสียงดังมาก เหมือนมีคนเล่นดนตรีไทย แล้วก็มีคนรำอยู่หน้าศาลพระภูมิ”
ผมหันไปมองพี่พิกุลที่ยืนอยู่มุมห้อง
เขาปิดปากหัวเราะ แล้วพยักหน้าเบาๆ
ผมจึงตอบลูกศิษย์คนนั้นกลับไปว่า
“โรงแรมไหนจะมาจัดรำไทยตั้งแต่เช้ามืดกันล่ะ ลองเดินไปดูใหม่สิ อาจจะเป็นนางรำที่มีคนเอามาถวายไว้ แล้วเขาออกมารำถวายพระภูมิก็ได้”
ลูกศิษย์สองสามคนจึงเดินไปดู และพบว่า มีตุ๊กตานางรำชุดใหม่ถูกนำมาตั้งถวายไว้จริงๆ
ขณะเดียวกัน ลูกศิษย์ผู้หญิงอีกคนก็บอกว่า
เมื่อคืนตอนเธอเดินผ่านล็อบบี้ เห็นพนักงานโรงแรมนั่งรวมกันเต็มไปหมด ทุกคนใส่ชุดดำ สีหน้าเศร้า เหมือนกำลังมีงานอะไรบางอย่าง
แต่เมื่อสอบถามพนักงานในตอนเช้า จึงได้รู้ว่า
เมื่อคืน ไม่มีพนักงานอยู่ที่ล็อบบี้เลยแม้แต่คนเดียว
เพราะพนักงานคนหนึ่งเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตหลังเลิกงาน ทุกคนจึงออกไปกันหมด
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของลูกศิษย์คนนั้นก็ซีดลงทันที ก่อนพึมพำเบาๆว่า
“โดนแล้ว…”
และแม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด
หากมีโอกาส
พวกเราก็มักแวะเวียนกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นอยู่เสมอ
เพราะสำหรับบางคน
ที่นั่นอาจเป็นเพียงรีสอร์ทเรือนไม้เก่าเงียบๆกลางธรรมชาติ
แต่สำหรับพวกเรา
มันคืออีกหนึ่งสถานที่ ที่โลกของคนเป็น และอีกโลกหนึ่ง เดินสวนกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการฝึกฝน
ราชะ ตันตระ
28/05/2569