ศาลพระภูมิ

ศาลพระภูมิ

ปี 2531 เป็นปีที่ผมสูญเสียและเสียศูนย์ที่สุดปีหนึ่งในชีวิต

ผมหยุดปฏิบัติ หยุดฝึกฝน หยุดทุกอย่างที่เคยทำมา แม้ภายในจะเต็มไปด้วยความเสียใจ ความผิดหวัง และความน้อยใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไป คือศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และครูบาอาจารย์

เพียงแต่ในเวลานั้น ผมขาดความสามารถในการติดต่อกับครูบาอาจารย์โดยสิ้นเชิง

ผมยังอายุน้อยเกินไป เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงเกินกว่าจิตใจจะรับไหว จึงเหมือนคนที่ถูกไฟเผาทั้งภายในและภายนอก แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ผมกลับเห็นชัดว่า หากไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้น ผมย่อมไม่มีวันนี้

ไฟ แม้ทำลาย แต่ก็สร้างสรรค์

ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตก็เช่นกัน ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุ มีวาระ และมีทางเดินของมัน เพียงแต่มนุษย์จะเข้าใจหรือไม่เท่านั้น

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่หย่าร้าง ถ้าคุณพ่อไม่จากไปก่อนวัยอันควร ผมในฐานะลูกชายคนโต หลานชายสายตรงคนโตของตระกูล ผู้ซึ่งถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก อาจไม่มีวันสร้างฐานะ ตั้งตัว และยืนด้วยตนเองได้

ถ้าสุขภาพไม่แย่ ผมคงไม่หันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง และคงใช้ชีวิตล่องลอยไปวัน ๆ อย่างที่คุรุเคยพร่ำสอนเสมอว่า

“จงอย่าหายใจทิ้งไปเปล่า ๆ เพราะลมหายใจ คือสิ่งมีค่าที่สุดของมนุษย์”

คุรุสอนผมว่า โลกนี้มีหลายสิ่งที่มนุษย์สมมติว่ามีค่า แต่ต้องรู้จักแยก “ของมีค่า” ออกจาก “ของมีราคา”

ของมีค่าบางอย่าง ไม่สามารถตีราคาได้
และของมีราคาบางอย่าง ก็ไม่ได้มีค่าสำหรับทุกคน

แต่สิ่งหนึ่งที่มีค่าแน่นอน สำหรับมนุษย์ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ “ลมหายใจ”

ในวันที่ชีวิตลำบาก หนึ่งในวิธีอันแยบยลของหุ้นส่วนชีวิตผมก็เกิดขึ้น

วันหนึ่ง เธอเอ่ยถามผมว่า

“ทำไมบ้านเราไม่ตั้งศาลพระภูมิ เราตั้งศาลพระภูมิกันดีไหม”

ผมคล้อยตาม แต่ในเวลานั้นผมยังขาดการติดต่อกับคุรุ จึงไม่มั่นใจว่าจะตั้งเองได้หรือไม่ สุดท้ายเราจึงตกลงกันว่า จะไปเชิญพราหมณ์จากโบสถ์พราหมณ์มาประกอบพิธีให้

แต่ใจก็ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

คืนนั้นเอง ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าไม่ชัด วิ่งเข้ามาหา แล้วยัดเศษกระดาษใส่มือผม

เมื่อเปิดดู เห็นเป็นตัวเลข

เช้ามา ผมเล่าให้ญาติผู้ใหญ่ที่มาช่วยดูแลบ้านฟัง ท่านจึงบอกว่า

“ลองเอาไปเสี่ยงโชคดูไหม”

ผมหัวเราะ แล้วตอบไปว่า

“เอาสิ ถ้าถูกรางวัล จะเอาเงินไปตั้งศาลพระภูมิ”

ปรากฏว่า ถูกรางวัลจริง ๆ

แม้เงินที่ได้จะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สัจจะคำพูดสำคัญกว่า เมื่อพูดไว้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องไปเชิญพราหมณ์

เมื่อท่านมาถึง และขึ้นไปดูสถานที่ตั้งศาลบนดาดฟ้าที่บ้านผม ปรากฏว่ามีแมลงชีปะขาวจำนวนมาก บินเต็มดาดฟ้า

เมื่อท่านกำหนดวันและเวลาเรียบร้อยแล้ว ท่านยิ้ม และพูดขึ้นว่า

“ท่านจะประกอบพิธีให้เป็นอย่างดี ถ้าวันข้างหน้าชีวิตดีขึ้น อย่าลืมกันนะ”

หลังจากตั้งศาลพระภูมิเรียบร้อย ทุกอย่างในชีวิตก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย ชีวิตค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

และผมก็ทำตามสัญญา

ไม่ว่าจะเป็นงานบวงสรวงประจำปี การตั้งศาลใหม่ การลงเสาเอกในกิจการต่าง ๆ หรือแม้แต่การวางศิลาฤกษ์ในโครงการคอนโดมิเนียมของผม ผมยังคงเชิญท่านมาเสมอ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในพิธียกย้ายศาลพระภูมิเดิมออก จากกิจการหนึ่งที่ลงทุน ท่านพูดกับช่างที่ผมจ้างมาว่า

“เมื่อทุบศาลพระภูมิหลังนี้แล้ว ให้ขุดลงไปใต้พื้น จะพบพระสีเงิน 19 องค์ พระสีทอง 19 องค์ ให้นำทั้งหมดใส่ผ้าขาว แล้วนำไปลอยน้ำ”

กลุ่มช่างที่ได้ยิน ต่างยิ้มและซุบซิบกันในเชิงไม่เชื่อ

แต่เมื่อทุบศาลและขุดลงไปจริง ๆ ก็พบสิ่งของตามที่ท่านบอกไว้ทุกประการ

ตั้งแต่นั้นมา ช่างทุกคน

ต่างยอมรับนับถือท่านด้วยความจริงใจ

แม้ผมจะพบเจอกับท่านไม่บ่อยนัก แต่อย่างน้อยก็ปีละหนึ่งครั้ง ท่านมักพูดคุยแกมหยอกกับผมเสมอว่า

“ทำอย่างไรจึงจะมีผีไว้ช่วยงานได้อย่างผมบ้าง”

ทั้งที่ผม ไม่เคยบอกเล่า ให้ท่านฟังเลย คนที่รู้และสัมผัสเรื่องนี้ได้มีเพียงหุ้นส่วนชีวิตและลูกศิษย์ไม่กี่คนเท่านั้น

ส่วนผมก็มักยิ้ม แล้วเลี่ยงคำตอบเสมอ

แม้ภายหลัง หุ้นส่วนชีวิตของผมจะปลุกเตือนสติให้ผมกลับมาประพฤติปฏิบัติ บูชาครูบาอาจารย์ เหมือนเดิมและแม้ผมจะกลับมามีความสามารถในการบวงสรวงตั้งศาลได้เองแล้ว ผมก็ยังคงเชิญท่านมาประกอบพิธีเสมอ

และแม้ทุกวันนี้ ท่านจะจากไปแล้ว ผมก็ยังคงระลึกถึงท่านอยู่เสมอ

ปัจจุบัน ผมยังเชิญบุตรชาย ผู้เป็นทายาทของท่าน มาประกอบพิธีบวงสรวงศาลพระภูมิทุกปี

โลกนี้กว้างใหญ่ ผู้คนมีมากมาย ผู้มีความสามารถจริงก็มีไม่น้อย

ในช่วงปี 2531 ผมนิยมเสาะแสวงหาผู้มีวิชา เพื่อยืนยันในสิ่งที่ผมร่ำเรียนมา ว่าไม่ใช่เพียงโลกในจินตนาการของผม

ของจริงพอมี

แต่ส่วนมากปลอม

ครูพราหมณ์ท่านนี้ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ผมเรียกได้เต็มปากว่า

“ของจริง”

และยังมีอีกมาก

ไว้ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังครับ

ราชะ ตันตระ
26/05/2569