ตลอดไป

ตลอดไป

ก่อนเปิดเทวาลัยหลายปี ผมย้ายไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อทำธุรกิจอยู่ประมาณหนึ่งปี ช่วงเวลานั้น แม้จะอยู่ไกลบ้าน แต่กิจวัตรในการฝึกฝนและปฏิบัติตนตามหลักวิชาตันตระยังคงดำเนินอย่างเคร่งครัดเช่นเดิม

ในยุคนั้น ลูกศิษย์ยังมีไม่มากนัก การเรียนการสอนจึงเป็นลักษณะผลัดเปลี่ยนกันเดินทางขึ้นไปเรียนที่เชียงใหม่ ตามโอกาสและเวลาที่อำนวย บางคนมาอยู่หลายวัน บางคนแวะเพียงคืนเดียว แล้วเดินทางกลับ

เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในเชียงใหม่นานเข้า นอกจากหลักวิชาตันตระแล้ว ผมเริ่มศึกษาและปฏิบัติตาม “หลักการเลี้ยงผี” แบบล้านนาดั้งเดิมเพิ่มเติมเข้าไปด้วย

คืนหนึ่ง ขณะนอนหลับอยู่ พี่พิกุลปรากฏขึ้นในจิต แล้วแจ้งว่า มีดวงวิญญาณต้องการเข้าพบ

เมื่อได้พบกัน ดวงวิญญาณนั้นเป็นหญิงชราในชุดสีขาว หน้าตาสงบ แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ท่านบอกว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษทางฝั่งคุณแม่ และขอให้ผมจัด “เลี้ยงผี” ตามธรรมเนียมล้านนา

ผมจึงตอบรับ

เมื่อกำหนดวันแล้ว ผมขอให้ทางโรงแรมช่วยจัดโต๊ะบริเวณลานสระว่ายน้ำ เพื่อใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ โดยใช้บทวิชาจากตำราล้านนาโบราณที่ได้รับถ่ายทอดผ่านดวงวิญญาณบรรพชน ผสมเข้ากับหลักวิชาตันตระที่ฝึกฝนอยู่

และผลที่เกิดขึ้น… เกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก

ในคืนประกอบพิธีนั้น ผมมองเห็นดวงวิญญาณจำนวนมหาศาล

มากเสียจนไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร้อย หรือเป็นพัน

แน่นขนัดเต็มพื้นที่ของโรงแรมไปหมด

บางดวงนั่งนิ่ง บางดวงเดินวน บางดวงยืนมองอยู่ห่างๆ ราวกับรอคอยบางอย่างมานานแล้ว

หลังจบพิธี วิญญาณบางส่วนหายไป แต่จำนวนมากยังคงอยู่

บางดวงติดตามผมไปทุกที่

บางดวงสื่อสารกันได้ เข้าใจง่าย จึงสามารถกำหนดพื้นที่ให้อยู่อาศัยได้ไม่ยาก

แต่บางดวง…

ไม่เข้าใจอะไรเลย

เหมือนหลงทาง เหมือนไม่รับรู้ว่าตนเองควรไปที่ใด

พวกเขากระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆของโรงแรม และบางส่วนก็ตามติดผมตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน

จนกระทั่งคืนวันพฤหัสมาถึง

คืนนั้น เมื่อเข้าสมาธิ คุรุรออยู่ในห้องถึงสามพระองค์

ปู่ตันตระ
ปู่มหาลาภ
และมารเฒ่าหก

เมื่อพวกท่านเห็นผม ทั้งสามพระองค์มองหน้ากันก่อนจะหัวเราะพร้อมกัน

เสียงหัวเราะนั้นฟังดูเหมือนคนกำลังกลั้นขำไว้เต็มที่

ก่อนที่ปู่ตันตระจะพูดขึ้นช้าๆ

“เขาให้เอ็งเลี้ยงผีบรรพบุรุษ…”

ปู่มหาลาภหัวเราะเบาๆแล้วพูดต่อ

“แต่เอ็งจัดใหญ่โต… ชุมนุมผีทั้งหมด”

มารเฒ่าหกยิ้มกว้าง พลางชี้ออกไปด้านนอก

“ที่วงเหล้าข้างนอกยังมีอีกหลายพระองค์นั่งรอฟังอยู่ เอ็งพูดไปเลย ทุกท่านจะได้ยินพร้อมกัน”

ตอนนั้นผมคงหน้าซีดมาก

ผมนั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยอมรับตรงๆว่า

“ผมก็มีปัญหาครับปู่… ตอนนี้ตามทุกที่ จนไม่มีความเป็นส่วนตัวแล้วครับ”

ทั้งสามพระองค์หัวเราะพร้อมกันอีกครั้ง

ก่อนตอบช้าๆ แต่ชัดเจน

“ก็เอ็งไปเรียกเขามา”

แล้วทั้งสามพระองค์ก็พูดพร้อมกัน

“เพราะฉะนั้น… ต่อไปนี้ เอ็งก็ต้องเลี้ยงเขา”

ผมเงียบไปพักใหญ่ ก่อนถามต่ออย่างหมดหวัง

“แล้วผมต้องเลี้ยงนานแค่ไหนครับ”

ทั้งสามพระองค์ตอบพร้อมกันทันที

เสียงดัง ฟังชัด

“ตลอดไป”

ผมนั่งตาค้างอยู่พักหนึ่ง ก่อนก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเบาๆ

“ผมพลาดไปแล้วครับ… เลี้ยงก็เลี้ยงครับ”

ก่อนจะรีบถามต่อแทบจะทันที

“แต่ผมจัดเล็กกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ปีละครั้งพอไหมครับ แล้วผมจะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหนครับ”

คำถามพรั่งพรูออกมาไม่หยุด

และทั้งสามพระองค์ก็เมตตา ค่อยๆอธิบายทุกอย่างให้ฟังอย่างละเอียด

ทั้งหลักของการเลี้ยงผี
ขอบเขตของความเมตตาที่จะมอบให้
กฎระเบียบของการช่วยเหลือ
การสื่อสารกับดวงวิญญาณ
รวมถึงวิธีการ “จัดเก็บ”

ใช่ครับ

จัดเก็บดวงวิญญาณ

หลังจากเริ่มคุ้นเคยกับระบบนี้ ชีวิตที่เชียงใหม่ก็เริ่ม “สนุก” มากขึ้น

โดยเฉพาะเวลาลูกศิษย์เดินทางมาเรียน

เพราะผมเริ่มมี “บทเรียนพิเศษ” เอาไว้ต้อนรับนักเรียนรุ่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็น

เสียงน้ำหยดในห้องน้ำกลางดึก
การดึงผ้าห่ม
การลากลงจากเตียง
เงาคนเดินทะลุกำแพง
หรือใบหน้าที่ชะโงกออกมาจากกระจกเงาในห้องน้ำ

ทั้งหมดล้วนเป็น “ความบันเทิงแก้เบื่อ” ในวันที่ต้องอยู่ไกลบ้าน

แต่ปัญหาคือ…

ผมเป็นคนไม่เข้มงวด

ดวงวิญญาณเหล่านั้นจึงเริ่มไม่ก่อกวนเฉพาะห้องลูกศิษย์อีกต่อไป

แต่ลามไปทั้งโรงแรม

สุดท้ายผมจึงต้องออกกฎระเบียบ และตั้งผู้คุมขึ้นมาจัดการอย่างจริงจัง

ลูกศิษย์รุ่นหลังจึงอดสนุกกันไปตามระเบียบ

คืนหนึ่ง หลังออกไปทานอาหารมื้อดึก ผมนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเด็กที่จ้างไว้ผ่านบริเวณประตูสวนดอก

คืนนั้น ถนนเงียบมาก

ต้นยางสูงใหญ่ตามข้างทาง ลมพัดแรงจนกิ่งไม้เสียดสีกันดังครืดคราด

ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง

จึงบอกให้เด็กจอดรถ แล้วเดินลงไปดู

ระหว่างเดินอยู่ใต้ต้นยางต้นหนึ่ง ก็มีดวงวิญญาณหญิงสาวแสดงอาการหลอกหลอน ด้วยการโหนตัวลงมาจากต้นไม้ตรงหน้า

ผมหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

“ชอบเล่นผีหลอก…”

แล้วจึงพูดต่อช้าๆ

“เล่นคนเดียวซะให้พอ”

ใช่ครับ

ผมตรึงดวงวิญญาณดวงนั้นไว้กับต้นยางต้นนั้นทันที

ก่อนขึ้นมอเตอร์ไซค์กลับโรงแรมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลายปีต่อมา มีลูกศิษย์คนหนึ่งเดินทางไปเชียงใหม่ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่า

เขาฝันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งมาขอร้อง

ฝากมาบอกอาจารย์ว่า

“ช่วยปล่อยเธอที”

เมื่อได้ยินดังนั้น ผมจึงรีบหาเวลาขึ้นเชียงใหม่ทันที

แต่ไม่ใช่เพื่อไปปลดปล่อย

ผมเตรียมอุปกรณ์ไปเพิ่ม เพื่อ “ตรึง” ให้แน่นกว่าเดิม

เพราะครั้งก่อน ใช้เพียงบทสวดและดินบริเวณนั้นเจิมตรึงไว้เท่านั้น

และถ้ายังมาเข้าฝันลูกศิษย์ได้อีก

แปลว่า…

ผมทำงานไม่เรียบร้อย

เกรงว่าจะเสียชื่อครูบาอาจารย์เอาได้

ราชะ ตันตระ
25/05/2569