ระยอง

ระยอง
หลังจากเกษียณ และผ่านเหตุการณ์ในวันนั้นไป มุมมองในการดำรงชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปมาก ผมเริ่มเห็นคุณค่าของ “เวลา” และ “ผู้คน” มากขึ้น พยายามถนอมน้ำใจคนใกล้ชิดมากขึ้น และยึดถือคติหนึ่งไว้เสมอว่า
“จงใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก และคนที่รักเรา ให้เหมือนว่านี่คือวันสุดท้ายของชีวิต”
เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ ที่หลุดออกไปโดยไม่คิด อาจกลายเป็นบาดแผลในใจใครบางคนไปตลอดชีวิต
แม้แต่รูปแบบการใช้ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
เดิมทีผมเป็นคนไม่ชอบเดินทาง โดยเฉพาะการค้างแรมต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ตั้งแต่อายุประมาณสิบสองปีแทบไม่ได้ไปไหนไกลเลย ชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการศึกษา ฝึกฝน และปฏิบัติวิชา
แม้จะถือว่าปฏิบัติได้เคร่งครัดพอสมควร แต่บางข้อที่พอหลบเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเรื่องการงดอาหารหรือการทรมานกาย ผมก็มักจะผ่อนปรนให้ตัวเองอยู่เสมอ
แต่หลังจากวันนั้น ผมกลับหันมาปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะไม่ชอบเดินทาง แต่กลับมีสถานที่หนึ่งที่ผมต้องไปทุกปีโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือจังหวัดระยอง
การเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยว ไม่ใช่เพื่อพักผ่อน
แต่เป็น “วาระสำคัญ” ที่ต้องเดินทางไปประกอบพิธีปีละครั้งในเดือนพฤษภาคมของทุกปี
พิธีนั้นเรียกว่า
“อุทกทาน”
ในความเชื่อของชาวตันตระเทวาลัย เราเชื่อว่า การอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเพื่อหวังให้ทุกอย่างจบลงนั้น ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
เพราะความผิดและความผูกพันในอดีตชาติ ไม่สามารถลบล้างได้ ด้วยการ “ยกให้”
เมื่อยังมีความแค้น ความเจ็บปวด หรือพันธะแห่งกรรมเหลืออยู่ ต่อให้อุทิศมากเท่าใด ก็ไม่มีวันจบสิ้น
เขาแค้นเรา
เราชดใช้
เมื่อถึงคราวกลับกัน
เราก็แค้นเขา
และวงจรนี้จะดำเนินต่อไปไม่รู้จบ
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เชื่อว่า “วาระแห่งกรรม” มีอยู่จริง
เมื่อถึงเวลา เจ้ากรรมนายเวรย่อมมีสิทธิ์มาทวงคืน มาลงโทษ หรือมาทำหน้าที่ของเขา
ดังนั้น พิธีอุทกทานจึงเป็นหนึ่งในทางออกของชาวตันตระเทวาลัย
อุทกทาน มิใช่การขออโหสิกรรม
แต่มันคือการ “มอบ”
และสิ่งที่เรามอบนั้น คือสิ่งที่มีค่าที่สุดของชาวตันตระเทวาลัย
นั่นคือ “พระเวทย์”
เรายินยอมแบ่งมอบพลังแห่งพระเวทย์ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร มิใช่เพื่อให้เขาเมตตาเรา
แต่เพื่อ “ยกระดับ” เขา
เมื่อพลังงานของเขาสูงขึ้น
สภาวะเดิมย่อมเปลี่ยนไป
เมื่อสถานะเปลี่ยน
ความสัมพันธ์เดิมระหว่างเขากับเราก็ย่อมเปลี่ยนตาม
มันเปรียบเหมือนเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ที่มีหน้าที่มาควบคุมและลงโทษเราในเขตพื้นที่แห่งหนึ่ง
แทนที่เราจะต่อสู้กับเขา หรือก้มหน้ารับชะตา
เรากลับมอบผลงาน มอบเกียรติ และผลักดันเขาจนได้เลื่อนตำแหน่งออกไปยังที่อื่น
เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมอีกต่อไป
เขาและเราก็ไม่จำเป็นต้องพบกันอีก
ลักษณะของพิธีอุทกทาน ก็คล้ายเช่นนั้นเอง
หลังเกษียณ หุ้นส่วนชีวิตของผมจึงเริ่มแนะนำว่า นอกจากดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็สำคัญเช่นกัน
เธออยากให้ผมลองออกเดินทางบ้าง
ลองพักผ่อน
ลองเปิดออกไปสู่โลกภายนอก
บางทีเราอาจได้พบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังงาน หรือผู้มีวิชาในสถานที่ต่างๆก็เป็นได้
ครั้งนี้ผมเห็นด้วย
เราจึงเริ่มจัดทริปเดินทาง ที่ผสมทั้งการพักผ่อน และการประกอบพิธีส่วนตัวของผมเข้าด้วยกัน
อีกส่วนหนึ่ง…
ก็เพื่อตามหา “เพื่อนเล่นคนใหม่”
เพราะหลังจากเปิดเทวาลัยได้ไม่นาน
เพื่อนเล่นคนเดิมของผม ก็หายเงียบไปโดยไม่ส่งข่าวอีกเลย
ซึ่งโดยนัยยะแล้ว
ก็น่าจะเข้าใจกันดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แน่นอนว่า ในการเดินทางแต่ละครั้งนั้น
ผู้ร่วมเดินทางไม่ได้มีเพียงมนุษย์
เมื่อมีคณะใหญ่เดินทางไปทั้งคนและสิ่งที่ไม่ใช่คน เหตุการณ์แปลกประหลาดจึงมักเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ
บางครั้งก็เป็นความไม่พอใจของผู้มีอำนาจในพื้นที่นั้น
บางครั้งก็เป็นภูตผีวิญญาณที่เข้ามารบกวน เรียกร้องความสนใจ หรือขอความช่วยเหลือ
และทุกครั้ง มักมีลูกศิษย์ติดตามไปด้วยเสมอ
เหตุการณ์สนุกๆเหล่านั้น จึงมักไปเกิดกับลูกศิษย์เสียมากกว่า
จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทุกคนยังพูดถึงกันจนถึงทุกวันนี้
อย่างเช่นทริป จังหวัดระยองในปีหนึ่ง
หลังรับประทานอาหารค่ำร่วมกันเรียบร้อย ทุกคนก็มักจะมารวมตัวที่ห้องรับแขกในห้องพักของผม นั่งพูดคุย นั่งสมาธิ หรือถามข้อสงสัยเกี่ยวกับวิชาต่างๆ กันตามปกติ
คืนนั้นก็เช่นกัน
เมื่อคนในครอบครัวแยกย้ายกันไปพักผ่อน เหล่าลูกศิษย์ที่ยังไม่ง่วงก็เริ่มตั้งวงถามคำถามกันต่อ
จนกระทั่งมีคนถามขึ้นมาว่า
“อาจารย์ครับ…ผีถ้วยแก้วมีจริงไหม?”
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบว่า
“ไม่มีคำตอบไหนดีไปกว่าการลอง”
แต่ผมก็เตือนไว้ก่อนว่า
“จะให้ลองแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว และหลังจากคืนนี้ เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก”
จากนั้น เราจึงช่วยกันจัดโต๊ะอาหารขนาดหกที่นั่งกลางห้องรับแขก โรยแป้งฝุ่นสีขาวลงบนโต๊ะ เขียนคำว่า “ใช่” ไว้ด้านซ้าย และ “ไม่ใช่” ไว้ด้านขวา
ใช้แก้วน้ำเพียงใบเดียววางไว้ตรงกลาง
ผู้ร่วมเล่นประมาณหกคน ต่างใช้นิ้วชี้แตะที่แก้วตามที่ผมสั่ง พร้อมกำชับว่า
“ห้ามยกนิ้วออกจากแก้ว จนกว่าจะได้รับสัญญาณจากผม”
ทันทีที่ผมเริ่มสวดเรียกดวงวิญญาณ
ปัง!!!
เสียงตบประตูดังสนั่นขึ้นทันที
ไม่ใช่เสียงเคาะ
แต่เป็นเสียง “ตบ”
แรงเสียจนทุกคนสะดุ้งสุดตัว
ผมหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า
“แค่มากวน ไม่มีใครมาหรอก นี่มันจะตีสองแล้ว”
จากนั้นผมเดินไปเปิดประตูให้ทุกคนดู
ข้างนอกไม่มีใครอยู่เลย
ผมคิดว่า ตอนนั้นหลายคนคงเริ่มกลัวแล้ว
แต่ในเมื่ออยากรู้ ก็ต้องลองให้ถึงที่สุด
ผมจึงเริ่มสวดต่อ
ไม่นานนัก
แก้วก็เริ่มขยับ
ลูกศิษย์หลายคนเริ่มโวยวายใส่กันเอง
“เฮ้ย อย่าดันดิ!”
“อย่าแกล้งกันสิ!”
“ไม่ได้ทำ!”
แต่ทุกคนต่างยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนขยับ
แล้วจากความกลัว
มันก็เริ่มกลายเป็นความสนุก
ทุกคนเริ่มถามคำถาม หัวเราะ หยอกล้อกันเหมือนเป็นเกมส์สนุกๆ
จนกระทั่ง…
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
เสียงตบดังต่อเนื่องรอบๆห้อง เกือบสิบครั้ง
แต่คราวนี้
ไม่ใช่แค่ประตู
เสียงนั้นดังไปรอบห้อง ทั้งกระจกหน้าต่าง ประตูระเบียง และผนังรอบด้าน ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินวนตบอยู่รอบห้องรับแขกทั้งหมด
จากเสียงหัวเราะ
กลายเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจ
บางคนยืนร้องไห้
บางคนพูดได้แค่
“กลัวแล้ว…”
“เลิกเถอะ…”
“ไม่เล่นแล้ว…”
ส่วนผมกลับยังหัวเราะอยู่
แล้วพูดเพียงว่า
“ก็อยากรู้กันไม่ใช่เหรอ…
เค้าก็มาเล่นให้ดูแล้วไง”
สุดท้ายมีคนทนไม่ไหว ดึงนิ้วออกจากแก้วเอง
ซึ่งตามหลักแล้วถือว่าอันตรายมาก
แต่เมื่อมีผมอยู่ตรงนั้น
ทุกอย่างกลับจบลงง่ายดายเหลือเกิน
คืนนั้นพิธีผีถ้วยแก้วจึงจบลงเพียงเท่านั้น
แต่หลังจากทุกคนเริ่มสงบลง
สิ่งที่ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบจริงๆ ไม่ใช่เสียงตบประตู
แต่คือร่องรอยที่อยู่บนโต๊ะ
บนแก้วใบนั้น
มีรอยนิ้วมือเล็กๆ คล้ายนิ้วมือเด็ก เปื้อนแป้งฝุ่นติดอยู่รอบแก้ว
และบนโต๊ะที่โรยแป้งเอาไว้…
มี “รอยเท้าเด็ก” ปรากฎอยู่จริงๆ
ราชะ ตันตระ
23/05/2569