เกษียณ

เกษียณ

คืนส่งท้ายปี 2551 ขณะผมกำลังประกอบพิธี “มหาอัคคีบูชา” อยู่ที่เทวาลัย ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าทางทิศใต้

ท้องฟ้าที่เคยถูกเมฆคลุมแน่น กลับแยกออกกลางฟ้าเป็นรอยยาว ราวกับถูกผ่าด้วยมีดคมขนาดใหญ่

ผมเรียกสิ่งนั้นในใจว่า “ฟ้าขาด”

ทันทีที่เห็น ผมรับรู้ได้ว่า นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา แต่เป็นลางบางอย่างที่ไม่เป็นมงคลนัก

เมื่อเสร็จพิธี ผมกลับเข้าที่พัก ชำระร่างกาย และเตรียมอาบน้ำมนต์ก่อนเข้าสมาธิก่อนนอน อันเป็นกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ

แต่คืนนั้น ร่างกายส่งสัญญาณผิดปกติอย่างชัดเจน

ปัสสาวะของผมออกมาเป็นสีแดง

ผมรีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หลังจากตรวจเบื้องต้น แพทย์สันนิษฐานว่าอาจเป็นเนื้อร้ายที่ไต และแนะนำให้ผ่าตัดโดยเร็ว

ในใจผมทั้งตกใจและประหลาดใจ

เทวาลัยก็เปิดเพื่อช่วยเหลือผู้คน การปฏิบัติก็เข้มงวด ไม่เคยปล่อยปละละเลย แล้วเหตุใดเรื่องเช่นนี้จึงยังเกิดขึ้นกับผมอีก

ระหว่างที่นั่งรออยู่ที่โรงพยาบาล รายการข่าวสดทางโทรทัศน์รายงานเหตุการณ์ไฟไหม้ผับที่ซอยเอกมัย มีผู้คนจำนวนมากได้รับเคราะห์ในคืนนั้น

วินาทีนั้น ผมเข้าใจทันที

ก่อนเปิดเทวาลัย ผมเคยมีชีวิตเกี่ยวพันกับสถานบันเทิงกลางคืนอยู่มาก แม้ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่มีวาสนาและชะตาสัมพันธ์กับสถานที่และผู้คนในวงการนั้นเสมอ

แม้แต่เรื่องเหล้า ผมเคยลองดื่มสมัยเด็ก ๆ แต่ทุกครั้งที่ดื่ม จะมีผื่นสีแดงเป็นเส้นยาวจากหว่างคิ้วขึ้นไปกลางหน้าผาก เพื่อน ๆ มักหัวเราะและหยอกล้อกันเสมอ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้ ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่า
“ถ้ารู้ว่าไม่ดีกับตัวเอง ก็อย่าไปกิน”

หลังจากนั้น ผมจึงเลิกลองไปโดยปริยาย

คืนนั้น เมื่อเห็นข่าว ผมจึงเข้าใจว่า เคราะห์ของผมครั้งนี้ แม้ใหญ่ แต่ยังมีโอกาสให้ต่อสู้ หากเป็นเหตุไม่คาดฝันอย่างอุบัติเหตุ บางครั้งคนเราอาจไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้สู้เลย

ผมนั่งสงบ ตั้งจิตทำสมาธิ ขอพรให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นปลอดภัย และส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตด้วยภาวะขาดสติหรือหมดสติ ให้เข้าสู่มรรตัยภูมิ

เพราะในความเชื่อของผม ผู้ที่จากไปในสภาวะเช่นนั้น หากไม่มีผู้ช่วยนำทาง อาจไม่สามารถเข้าสู่มรรตัยภูมิได้โดยง่าย

คืนนั้นผมไปโรงพยาบาลด้วยชุดนอนธรรมดา เรียบง่าย มอซอ และเปรอะเปื้อน ต้องนั่งรออยู่นาน จึงตัดสินใจแจ้งทางโรงพยาบาลว่า ขอห้องพักที่ดีที่สุด เพื่อรอผลตรวจละเอียดและรอแพทย์

เมื่อเข้าห้องพักได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง คณะแพทย์ก็มาถึง แจ้งข้อสันนิษฐานและแนวทางรักษา

แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดตัดไตออกหนึ่งข้าง หลังจากนั้นจึงพิจารณาเรื่องเคมีบำบัด และเฝ้าระวังต่ออีกห้าปี

เมื่อผมถามว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร คำตอบที่ได้กลับมาคือ

“ให้ไปเตรียมเงินสดไว้ประมาณสามถึงห้าแสนบาท”

ผมนึกขำอยู่ในใจ

คำว่าเตรียมตัว สำหรับผมหมายถึงการเตรียมร่างกาย เตรียมใจ หรือการปฏิบัติตนก่อนผ่าตัด แต่สิ่งแรกที่ถูกพูดถึงกลับเป็นเรื่องเงิน

หลังจากนั้น ผมให้ลูกศิษย์ไปนำใบดวงชะตาของผมมา เพราะตั้งแต่เปิดเทวาลัย ผมไม่เคยตรวจดวงชะตาของตนเองอีกเลย

ช่วงแรกของการเปิดเทวาลัย ผมยังตรวจและวิเคราะห์ดวงชะตาด้วยตนเอง จนวันหนึ่งเริ่มมีอาการตามัว พร่ามัว และบางครั้งมองไม่เห็นชั่วขณะ

คุรุจึงเมตตาเตือนว่า
“ให้รับลูกศิษย์ และให้ลูกศิษย์เป็นผู้ตรวจดวงแทน เพราะการดูดวงของเอ็ง มิใช่การใช้ศาสตร์ตามตำรา แต่เป็นการเปิดดูด้วยจิตและเจตญาณ หากฝืนต่อไป จะตาบอด”

เมื่อคำนวณดวงครั้งนั้น ผลออกมาว่าเป็นเคราะห์ใหญ่ ข้ามได้ยาก

ผมจึงบอกลูกศิษย์ใกล้ชิดให้แจ้งโรงพยาบาลว่าขอกลับบ้านไปเตรียมตัว

แต่ความจริง ผมกลับบ้านไปเตรียมพินัยกรรม สั่งเสีย และฝากฝังทุกอย่างไว้

เมื่อกลับถึงบ้าน มีลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นพยาบาลเดินเข้ามาเยี่ยม เธอขอโอกาสดูแลผมใกล้ชิด และขอให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่

ตอนนั้นผมคิดว่า ไหน ๆ เคราะห์ครั้งนี้ก็น่าจะข้ามได้ยากแล้ว จึงตอบเธอไปว่า

“ได้สิ ว่าแต่โรงพยาบาลไหนล่ะ”

คำตอบของเธอทำให้ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ

“โรงพยาบาลวชิระค่ะ”

ด้วยภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลรัฐในเวลานั้น และชื่อเสียงที่ได้ยินกันมา ทุกคนจึงนิ่งไป แต่เมื่อผมรับปากแล้ว และใจหนึ่งก็วางลงไปมาก จึงตอบเธอว่า

“ได้สิ ถ้าหาห้องพิเศษให้ได้ และมีหมอเฉพาะทาง”

เธอออกไปติดต่ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลับเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“มีห้องพิเศษเหลือหนึ่งห้องพอดีค่ะ ส่วนหมอเฉพาะทางก็เหลือหนึ่งท่านพอดี เดิมคุณหมอต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่บังเอิญคนในครอบครัวของท่านป่วย ท่านจึงไม่ได้ไป และเฝ้าไข้อยู่ที่โรงพยาบาลพอดี”

แล้วผมก็ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลวชิระ

หลังตรวจวินิจฉัย แพทย์สรุปว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง เพื่อลดความบอบช้ำของร่างกาย เพราะขณะนั้นพื้นฐานร่างกายของผมไม่แข็งแรงนัก น้ำหนักสูงถึง 135 กิโลกรัม และมีโรคเบาหวานมาหลายปี

แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันผ่าตัดได้ เพราะเป็นช่วงปีใหม่ เลือดสำรองในคลังเหลือน้อย

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณหมอขึ้นมาพบผม แล้วถามคำถามหนึ่ง

“คุณคือใคร”

ผมตอบว่า
“ผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างที่คุณหมอเห็นนี่แหละครับ”

คุณหมอส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“ไม่จริง ข้างล่างมีคนจำนวนมากมาต่อคิวบริจาคเลือด โดยระบุว่าบริจาคให้คุณ”

ผมนิ่งไปทันที

เลือดของคนมีค่ามาก การที่ใครสักคนยอมเสียสละเลือดของตนให้ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ผมคาดคิด

คุณหมอเล่าต่อว่า บางคนไม่เคยบริจาคเลือดมาก่อน บางคนกลัวเข็ม บางคนร่างกายไม่พร้อม บางคนเลือดไม่เข้มข้นพอ เมื่อถูกปฏิเสธก็เดินร้องไห้กลับบ้าน

คุณหมอมองผมแล้วพูดว่า
“ผมว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดา”

แล้ววันผ่าตัดก็มาถึง

ขณะนอนรออยู่ในห้องเตรียมผ่าตัด ผมได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นหู

เป็นเสียงของคุรุ

“ถึงเวลาแล้วนะ พรข้อที่สี่ ที่เคยขอไว้ — ตายสบาย ๆ แบบไม่เจ็บปวด”

ผมระลึกได้ว่า ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงวันผ่าตัด ผมไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ เลย มีเพียงสัญญาณเตือนคือปัสสาวะเป็นเลือดเท่านั้น

ทุกอย่างเป็นจริงดังที่ท่านว่า

ผมตั้งจิตตอบท่านว่า

“หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ผมก็พร้อมจะกลับบ้าน แต่ถ้ายังเลือกได้ ผมขออยู่ต่อ ผมยังเป็นห่วงเทวาลัย ลูกศิษย์ทุกคนยังไม่เก่ง และคนที่มีความทุกข์ยังมีอีกมาก”

เสียงคุรุหัวเราะเบา ๆ

“ก็ได้ ๆ แต่คราวหน้าเจ็บนะ”

ผมพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหลับไปด้วยฤทธิ์ยา

การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าที่คุณหมอคาดไว้ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี

เมื่อผมฟื้นขึ้นมา คุณหมอเข้ามาเยี่ยม พร้อมกับถามคำถามเดิมอีกครั้ง

“คุณเป็นใคร”

แล้วท่านพูดต่อว่า

“ผมเป็นหมอ ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่ครั้งนี้ทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไป ตอนผ่าตัด กล้องและอุปกรณ์ไม่สามารถผ่านชั้นไขมันของคุณได้ตามปกติ ผมต้องหลับตาทำการผ่าตัด แต่ผมกลับเห็นทุกอย่างชัดเจนอยู่ในสมอง และสามารถผ่าตัดออกมาได้เรียบร้อย”

เนื้อร้ายที่ไตของผมถูกห่อหุ้มไว้ด้วยชั้นไขมัน ไม่ได้ลุกลามไปแตะต้องอวัยวะอื่น จึงไม่มีความจำเป็นต้องให้เคมีบำบัด และเลือดออกน้อยกว่าปกติ จึง ไม่จำเป็นต้องให้เลือด เลย 

ต่อมาภายหลังจึงทราบว่าเป็นมะเร็งระยะที่สอง

ระหว่างพักฟื้น นอกจากพยาบาลในวอร์ดแล้ว ยังมีพยาบาลรุ่นเก่าในชุดแปลกตาผลัดเปลี่ยนเวียนมาเยี่ยมเฉพาะช่วงกลางคืน

พวกเธอมักมาพูดคุย ปลอบใจ เล่าเรื่องทุกข์ใจให้ฟัง เป็นเพื่อนในยามค่ำคืน แล้วก็หายไปเมื่อรุ่งเช้า

คืนวันพฤหัสสุดท้ายที่อยู่ในโรงพยาบาล ผมกลับไปอยู่ในห้องเรียนเดิมอีกครั้ง

คุรุยิ้ม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“คราวนี้รับพรข้อสามไปก่อนนะ — เกษียณก่อนอายุ 40”

ผมยิ้ม และรับคำ

ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงเข้าใจว่า

บางครั้ง “การเกษียณ” ไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงาน
แต่หมายถึงการถูกปลดออกจากชีวิตแบบเดิม
เพื่อเข้าสู่ภารกิจที่แท้จริงของตนเอง

ราชะ ตันตระ
22/05/2569