เพื่อนเล่น

เพื่อนเล่น
ปีหนึ่งหลังจากรับลูกศิษย์รุ่นที่สอง มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกพามาขอความช่วยเหลือ อาการของเธอหนักจนคนรอบข้างเริ่มเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเพียงโรคธรรมดา
กลางวันเธอยังมีสติปกติดี พูดคุยได้ กินอาหารได้ตามปกติ แต่ทันทีที่ฟ้ามืด อาการจะเปลี่ยนไปทันที ปวดท้องอย่างรุนแรง หน้าซีด ปากซีด บางคืนร้องครวญครางทั้งคืน บางคืนถึงขั้นเพ้อ พูดไม่รู้เรื่องเหมือนคนขาดสติ
คนรอบตัวเชื่อว่าเธอโดนของ
ผมให้คนจัดสถานที่กลางห้อง จุดธูป จุดเทียน บูชาครู แล้วให้เธอนั่งกับพื้น พนมมือ เหยียดขาตรง ปลายเท้าวางไว้ด้วยถาดทองแดง
ในถาดนั้นมีมวลสารหลายอย่างที่ใช้ในงานสายถอนของอาถรรพ์
ผงกาฬศิลาลวณะ
เกลือสีดำที่ปลุกเสกในคืนแรมสามค่ำเดือนสาม
ผงอมาวาสยาคุณฑะ
ผงไพรเผาไฟพระเวทย์ในคืนอมาวสี
และผงอาทิตยปราณ
ผงขมิ้นผสมน้ำมะนาว ตากแดดจัดเวลาเที่ยงติดต่อกันหกวัน
ทั้งหมดถูกผสมเข้ากับเชื้อไฟ แล้ววางไว้ตรงปลายเท้าของเธอ
ผมเริ่มสวดบท “กาลอัคนี”
เปลวไฟเริ่มต้นอย่างสงบ ก่อนจะค่อย ๆ โหมสูงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีลมหายใจบางอย่างอยู่ภายในกองเพลิงนั้น
หญิงสาวเริ่มคลายอาการเจ็บปวดลง
เปลวไฟเริ่มเต้นสูงต่ำเป็นจังหวะประหลาด ราวกับกำลังตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง จนในที่สุดไฟก็ค่อย ๆ อ่อนแรงและดับลงเอง
เธอฟื้นคืนสติ
สีหน้ากลับมาปกติ ร่างกายสงบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะลากลับบ้านไปพร้อมครอบครัว
แต่เรื่องจริงเพิ่งเริ่มต้นในคืนนั้นเอง
หลังนั่งสมาธิก่อนนอน ผมนั่งเงียบอยู่ในห้อง จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดผ่าน แล้วเกิดเสียง
“แก๊ก”
เหมือนกรวดเล็ก ๆ กระแทกหน้าต่างห้องนอน
ผมรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
คนทำของใส่เด็กสาวคนนั้น น่าจะผูกวิชาและเฝ้าของไว้ พอรู้ว่ามีคนแก้ จึงเริ่มส่งบางอย่างกลับมา
ผมจึงใช้บท “กาละกาล”
วิชาที่ใช้กลืนกินและเผาคุณไสยด้วยไฟพระเวทย์แห่งตันตระ
“โอม กาละกาล มหาอัคนี ชวาละ
สรรพฤทธิ์ สรรพวิชา ภัสมะ ภัสมะ
สูญยะ สูญยะ โอม”
เหตุผลที่เลือกใช้วิชานี้ ก็เพื่อให้คนเสกของเข้าใจว่า ของนั้นได้เข้ามาถึงตัวผมเรียบร้อยแล้ว
อันนี้เป็นความสนุกส่วนตัว
หลังจากนั้น ทุก ๆ สามคืน ก็จะมี “พัสดุ” ส่งมาตามลมอีกเรื่อย ๆ
ผมก็รับไว้ แล้วเผาทิ้งด้วยวิชาเดิมด้วยความสนุกสนาน เพราะตั้งแต่เรียนวิชาจากคุรุมา เคยพบผู้ทรงวิชา ผู้ทรงฤทธิ์ พระ พราหมณ์ ร่างทรง และครูอาคมมากมาย
แต่คนที่ขี้โมโห ดุดัน และเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ผมไม่เคยเจอ
จึงรู้สึกสนุกดี
อีกอย่าง ตราบใดที่เขายังมัวแต่พยายามเล่นงานคนแก้ของ เขาก็จะยังไม่กลับไปทำร้ายเด็กสาวคนนั้นอีก
หลังรับอยู่สามครั้ง ผมจึงเริ่ม “ส่งคืน” บ้าง
แต่ไม่ได้ทำร้ายอะไรหนัก
แค่ส่งเกลือบ้าง พริกบ้าง ให้ปวดท้องวันครึ่งวันแล้วหาย เพื่อบอกกันทางอ้อมว่า
“รู้จักกันแล้วนะ”
แต่เรื่องกลับไม่จบง่าย ๆ
หลังจากนั้นเริ่มมีของแปลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตะปูเผาศพ
สายสิญจน์ตราสัง
เส้นผม
เศษจีวร
ของอาถรรพ์สารพัดอย่าง
เหมือนอีกฝ่ายเริ่มแน่ใจว่า คนที่อยู่ฝั่งนี้ “ไม่ใช่พระสงฆ์ธรรมดา”
เราเล่นกันแบบนี้อยู่เกือบเดือน
จนคืนหนึ่ง เขายอมส่ง “โหงพราย” มาดู
ปกติคนมีวิชาจะไม่ค่อยเสี่ยงทำแบบนี้ เพราะการกักขังวิญญาณไว้ใช้งานถือเป็นกรรมหนัก และหากถูกฝ่ายตรงข้ามปลดปล่อยไป ก็เสียหายมาก
โหงพรายที่ถูกส่งมา เป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างสันทัด หน้าตาเหมือนนักเลงยุคเก่า
แต่ฝั่งผมก็มีทีมงานรอล็อคตัวอยู่แล้ว
หัวหน้าทีมคือ “พี่พิกุล” กับ “พี่ไกร”
ดวงวิญญาณอายุหลักร้อยปี ที่อยู่กันมานานจนเหมือนคนในบ้าน
คนละเบอร์กันมาก
คืนนั้นเลยกลายเป็นการเปิดบทสัมภาษณ์ชีวิตแบบ exclusive
ชายคนนั้นชื่อ “พงศ์”
เคยเป็นนักเลงหัวไม้ ก่อนถูกฆ่าตาย แล้วถูกสัปเหร่อคนนี้สะกดวิญญาณเอาไว้ใช้งานมาห้าปี
ผมถามเขาว่าอยากหลุดพ้นไหม
แต่เขากลับตอบว่า ยังไม่อยากไป
เพราะเชื่อว่าตัวเองสร้างกรรมไว้มาก หากหลุดไปก็คงต้องรับผลกรรมหนัก อีกทั้งตอนอยู่กับสัปเหร่อ อย่างน้อยก็ยังมีของเซ่น ไม่อดอยาก ผมจึงบอกเขาว่า
“การอยู่แบบนี้ แม้ไม่อด แต่ก็ยังสร้างกรรมเพิ่มอยู่ทุกวัน”
“วันหนึ่ง ถ้าคนที่กักขังเราไว้ตายไป สุดท้ายก็หนีกรรมตัวเองไม่พ้นอยู่ดี”
เขานั่งเงียบไปพักใหญ่
ก่อนผมจะส่งเขากลับ พร้อมฝากข้อความไปถึงสัปเหร่อคนนั้นว่า
ทางนี้ไม่ได้คิดร้ายอะไร
แค่รู้สึกสนุกดี
เลิกแล้วต่อกันเถอะ
หลังจากคืนนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง
แต่ในคืนวันโกนของวันพระใหญ่
บางครั้งก็ยังมี “พัสดุ” ส่งมาตามลมอยู่เสมอ เหมือนเป็นการบอกว่า
“ยังไม่ลืมกันนะ”
จนคืนหนึ่งในปี 2548 หลังวันที่เปิดตันตระเทวาลัยอย่างเป็นทางการ ระยะหนึ่งแล้ว
หลังเที่ยงคืน ขณะผมนั่งคุยกับสมาชิกสมาคมตันตระอยู่ภายในอาคาร
จู่ ๆ ก็มีเสียงก้อนหินเล็ก ๆ หลายสิบก้อน ร่วงกราวลงบนหลังคาเมทัลชีท
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนวิ่งอยู่ด้านบน
เสียงดังชัดมาก
ทุกคนในคืนนั้นวิ่งออกไปดูทันทีว่าใครอยู่บนหลังคา
แต่ผมนั่งนิ่งและยิ้ม
ผมรู้แล้วว่าใครส่งมา
และผมก็รู้ด้วยว่า
คนที่กำลังวิ่งอยู่บนหลังคานั้น
เป็นใคร คุณล่ะ เดาออกมั้ย
ราชะ ตันตระ
21/05/2569