พี่พิกุล

พี่พิกุล
ช่วงประมาณปี 2526 ครอบครัวของผมจะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ บ้านเดิมของคุณแม่ เพื่อไปเยี่ยมคุณตา มีเพียงผมคนเดียวที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย เนื่องจากติดสอบ คุณพ่อคุณแม่จึงฝากฝังผมไว้กับพี่สาวคนที่สองของคุณพ่อ ซึ่งอยู่บ้านติดกัน ผมเรียกท่านว่า “หยี่โกว”
หยี่โกว เป็นเหมือนแม่คนที่สองของผม ท่านดูแลผมมาตั้งแต่เด็ก พาไปดูหนัง พาไปทานอาหารตามภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารต่าง ๆ อยู่เสมอ ส่วนคู่ชีวิตของท่านก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงมาก สร้างฐานะจากมือเปล่าจนเป็นที่ยอมรับในสังคม ผมจึงได้เห็นแบบอย่างเรื่องธุรกิจจากท่านทั้งสองมาตั้งแต่ยังเล็ก
ในคืนแรกหลังจากครอบครัวเดินทางไปเชียงใหม่ เวลาประมาณตีสาม ผมนั่งสมาธิตามหลักวิชาตันตระอยู่บนห้องนอนเล็ก ๆ ชั้นสามของบ้าน ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวที่คุณพ่อคุณแม่อนุญาตให้แยกขึ้นมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ห้า
ภายหลังผมจึงทราบว่า เหตุผลที่ท่านให้แยกขึ้นมาอยู่ เพราะตั้งแต่เด็ก เวลานอนผมมักละเมอพึมพำเป็นภาษาแปลก ๆ คล้ายสวดมนต์ และบางคืนก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิกลางดึก จนน้อง ๆ กลัวกันทั้งบ้าน
คืนนั้น ผมจุดเทียนขี้ผึ้งเพียงหนึ่งเล่ม เพื่อบูชาครูบาอาจารย์ แล้วนั่งสมาธิตามปกติ
แต่ครั้งนั้น แตกต่างออกไป
จิตนิ่งและสงบลึกอย่างประหลาด
จากอาการปวดชา ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเบาสบาย
เหมือนร่างกายหายไป
ในนิมิต ผมเห็นตัวเองลอยขึ้นสูง ท่ามกลางหมอกและม่านควันสีขาวบางเบา
ไกลออกไป เหมือนมีใครบางคนนั่งอยู่บนแท่นกลางอากาศ
ยิ่งเพ่ง ยิ่งไม่ชัด
ยิ่งอยากเห็น ยิ่งพร่ามัว
จนเมื่อปล่อยใจให้สงบลง ภาพนั้นจึงค่อย ๆ ชัดขึ้น
เป็นเทวลักษณ์ มีสี่พระพักตร์ แปดกร
จิตรู้ทันทีว่า
“พระพรหม”
แต่ทันทีที่เกิดความตื่นเต้นและอยากเห็นให้ชัด ภาพทั้งหมดก็วูบหายไป
ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เทียนที่จุดไว้ดับไปแล้ว
มองนาฬิกา เห็นเวลาเจ็ดโมงเช้า จึงคิดเพียงว่า วันนี้นั่งสมาธินานกว่าปกติ ประมาณสี่ชั่วโมง
แต่เมื่อเดินลงไปที่บ้านหยี่โกว ท่านกลับร้องถามด้วยความร้อนใจว่า
“ลื้อหายไปไหนมา อั๊วตามหาตั้งวันหนึ่งแล้ว”
ผมหันไปมองปฏิทินจีนแบบฉีกรายวันบนกำแพง
จึงรู้ว่า…
ผมหายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
การนั่งสมาธิครั้งนั้น
ไม่ใช่สี่ชั่วโมง
แต่เป็นยี่สิบแปดชั่วโมง
ระหว่างที่กำลังนั่งทานข้าว ผมเริ่มแปลกใจว่า จานชาม ของกิน และข้าวของในบ้านที่ผมใช้ระหว่างวันนั้น ใครเป็นคนเก็บและล้างให้ เพราะในบ้านไม่มีใครอยู่เลย
คำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจคือ
“คืนนี้ลองถามพี่พิกุลดู”
ใช่ครับ
พี่พิกุล ไม่ใช่คน
เรื่องเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน เมื่อญาติคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้วัดมหรรณพาราม มาเล่าให้แม่ผมฟังว่า กลางดึกคืนหนึ่ง เขาเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณอุ้มลูกเดินอยู่ในบริเวณวัด
คืนนั้นเอง ผมจึงไปนั่งสมาธิที่หน้าวัด เพื่อส่งเจตนาและพลังตามหลักวิชาที่ครูบาอาจารย์สอนมา หวังให้ดวงวิญญาณนั้นได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี
ก่อนฟ้าสางในคืนเดียวกัน ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียง
เธอสวมชุดไทยสีขาว ผมยาวดำสนิท
ใบหน้าครึ่งหนึ่งงดงามราวหญิงไทยโบราณ
แต่อีกครึ่งกลับเป็นโครงกระดูกสีซีดขาว
ด้านหลังของเธอ มีชายในชุดนักรบไทยโบราณยืนอยู่เงียบ ๆ
มือข้างหนึ่งของเขา อุ้มหัวของตนเองไว้แนบลำตัว
เธอบอกว่า ชื่อ “พิกุล”
ส่วนชายด้านหลังชื่อ “ไกร”
ทั้งสองเป็นดวงวิญญาณที่ยังไม่หมดวาระแห่งกรรม
ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ไป
และไม่สามารถไปสู่ภพภูมิอันเป็นสุคติได้
จึงอยากขอมาอาศัยอยู่ เพื่อคอยช่วยเหลือและดูแล
และนับตั้งแต่วันนั้นมา
บ้านหลังเล็ก ๆ ของผม
ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ครอบครัวผมอยู่ครอบครัวเดียวอีกต่อไป
ราชะ ตันตระ
20/05/2569