ถ่ายทอดวิชา

ถ่ายทอดวิชา
 
เปิดเทวาลัย
ปลายปี 2534 ผมตรวจพบเนื้องอกบริเวณหลังโพรงจมูก และเริ่มเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แพทย์ในเวลานั้นให้ความเห็นว่า อาจเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก พร้อมแนะนำให้ผ่าตัดภายในเดือนถัดไป
 
คืนนั้นตรงกับคืนวันพฤหัสบดี หลังจากเข้าสมาธิและหลับไป ผมก็ได้พบคุรุอีกครั้ง ในห้องเรียนเดิม ภาพทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ราวกับการเรียนในทุกสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เคยหยุดลง
 
แม้ภายนอกจะพยายามสงบ แต่ภายในยอมรับว่ามีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เพราะกลัวความตาย แต่เพราะยังมีความห่วงใยอยู่มาก โดยเฉพาะลูกสาว ซึ่งในเวลานั้นเพิ่งอายุเพียงสองขวบเท่านั้น
 
หลังจบบทเรียน คุรุจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า
“รับลูกศิษย์ ถ่ายทอดวิชา ความรู้ ซะ แล้วจะหาย”
 
เพียงประโยคนั้น ความกังวลทั้งหมดกลับคล้ายถูกยกออกจากใจอย่างประหลาด
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหุ้นส่วนชีวิต ว่าจะไปหาลูกศิษย์จากที่ไหน เธอกลับตอบง่ายๆว่า
“ก็ลองถามเพื่อนๆดูสิ ว่ามีใครสนใจบ้าง”
 
และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของลูกศิษย์กลุ่มแรก และการก่อตั้ง “สมาคมตันตระ” อย่างไม่เป็นทางการ ภายใต้พระนามของคุรุ “ตันตระมหาเมธี”
 
เมื่อถึงวันนัดตรวจอีกครั้ง แพทย์กลับพบว่า อาการผิดปกติบริเวณหลังโพรงจมูกหายไปทั้งหมด ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน จนถึงขั้นต้องการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่มเติม
 
แต่ผมกลับรีบบอกหมอพร้อมหัวเราะว่า
“ถ้ามันไม่มีอะไรแล้ว จะไปยุ่งกับมันทำไมครับ”
 
หลังจากนั้น อาการก็เงียบหายไป
 
ต่อมาเมื่ออาการกลับมาอีกครั้งในช่วงประมาณปี 2540 ผมก็เริ่มรับลูกศิษย์อีกครั้ง และผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ
 
จนกระทั่งต้นปี 2548 อาการเดิมจึงกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะก่อนที่ผมจะเริ่มรับลูกศิษย์ คุรุกลับให้คำแนะนำว่า
 
ครั้งนี้ต้องเข้าสมาบัติกักตน ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม ถึง 9 กันยายน และในระหว่างนั้น ต้องนำวิชาที่เรียนรู้มาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
 
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
 
เพราะมันไม่ใช่เพียงการปฏิบัติส่วนตัวอีกต่อไป แต่หมายถึงการต้องเปิดสถานที่ให้ผู้คนเข้ามาพบ มาปรึกษา และประกอบพิธีจริงๆ
ผมกับหุ้นส่วนชีวิตต้องนั่งคุยกันอย่างหนัก จะเอาอย่างไรดี ครอบครัวฝั่งผมส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า นักธุรกิจ มีสังคม มีคนรู้จักมากมาย แล้วคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไร
 
เธอฟังทุกอย่างเงียบๆ ก่อนตอบเพียงสั้นๆว่า
“จะเอาหน้าตาทางสังคม หรือจะเลือกมีชีวิตต่อไป”
 
คำนั้นทำให้ทุกอย่างจบลงทันที
สุดท้าย เราจึงเลือกใช้ธุรกิจเล็กๆในซอยประดิพัทธ์ 21 ซึ่งเดิมเปิดเป็นฟิตเนตและสนามรถบังคับวิทยุ มาดัดแปลงเป็นสถานที่ประกอบพิธีชั่วคราว
 
ฟิตเนตถูกรื้อออก ใช้โครงเหล็กกับไม้อัดปิดทับด้วยวอลเปเปอร์สีส้ม เสาปูนถูกปักล้อมด้วยสายสิญจน์ พื้นดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อก็เพียงโรยกรวดแบบง่ายๆ
 
ตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าจะกลายเป็นอะไรใหญ่โต เพราะตั้งใจเพียงว่า ครบกำหนดสมาบัติเมื่อไร ก็จะเลิกทั้งหมด
 
วันที่ 24 มิถุนายน 2548 จึงกลายเป็นวันแรก ที่มีการอัญเชิญองค์ประธานแห่งตันตระเทวาลัยเข้ามาประดิษฐาน
 
ในช่วงเวลานั้น ผมเปิดโต๊ะทำงานเล็กๆอยู่ภายในโถง ให้ผู้คนเข้ามานั่งสมาธิ ปรึกษาปัญหาชีวิต ปัญหาทางไสยศาสตร์ และตรวจสอบดวงชะตา ส่วนด้านหลังแท่นบูชาองค์ประธาน ถูกกั้นเป็นห้องเล็กๆสำหรับใช้กักตนเข้าสมาบัติ
 
ก่อนครบกำหนดไม่กี่วัน มีสตรีสูงอายุท่านหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมยื่นถุงแตงโมที่หั่นแล้วให้ผม
 
เธอบอกเพียงว่า
“เอามาฝากให้อาจารย์”
 
แต่ในวินาทีนั้น ผมกลับรับรู้ได้ว่า แตงโมถุงนั้น ถูกซื้อจากเงินเกือบครึ่งหนึ่งที่เธอมีติดตัว
 
ผมเงียบไปพักใหญ่ เพราะสิ่งที่สัมผัสได้ในตอนนั้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกขอบคุณ แต่เป็นความปลื้มปิติบางอย่าง ที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
 
เธอเล่าว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอเดินทางมาที่นี่แทบทุกวัน ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สิน เริ่มมีทางออก เริ่มมีความหวังอีกครั้ง จึงอยากตอบแทนอะไรเล็กๆน้อยๆบ้าง
ผมจึงยื่นมือไปรับถุงแตงโมนั้น พร้อมบอกเธอว่า
 
“อย่างนี้ดีกว่า เรามาแบ่งกันกินครับ”
 
คืนนั้น หลังปิดเทวาลัย ผมเรียกประชุมสมาชิกตันตระรุ่นแรกทุกคน และบอกกับทุกคนว่า
ในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมา ผมได้เห็นปัญหาของผู้คนมากมาย และเริ่มรู้สึกว่า หากความรู้ที่เรามี สามารถช่วยให้ใครบางคนผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ บางทีสถานที่แห่งนี้อาจไม่ควรปิดลงเพียงเพราะครบกำหนดสมาบัติ
 
แล้วผมจึงถามทุกคนว่า
“ถ้าผมจะเปิดต่อ ทุกคนยังจะอยู่ช่วยกันไหม”
 
แม้ตันตระเทวาลัยจะไม่รับเงินบริจาค ทุกอย่างต้องอาศัยเพียงแรงกาย แรงใจ และจิตสาธารณะ ใครว่างก็มาช่วย ใครมีงานก็ไปทำงาน เลิกงานแล้วค่อยกลับมาช่วยกันต่อ
 
และคำตอบของทุกคนในวันนั้น ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนาน
 
จากสถานที่เล็กๆในซอยประดิพัทธ์
จนวันนี้ใน ปี 2569 ตันตระเทวาลัย ก็ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 แล้วครับ
 
ราชะ ตันตระ
17/05/2569