ก้าวแรกสู่ธุรกิจ

ก้าวแรกสู่ธุรกิจ
 
ตลอดทั้งเช้าและบ่ายของวันอาทิตย์วันนั้น
ผมนั่งก้มหน้าคิด คำนวณ และวางแผนอยู่ตลอดเวลา
 
ประมาณบ่ายสามโมง
คุณพ่อและคุณแม่ของหุ้นส่วนชีวิตผม กำลังนั่งทานข้าวอยู่ในครัว
 
ผมเดินเข้าไปนั่งด้วย ก่อนเริ่มถามขึ้นว่า
“พ่อครับ…ที่ดินแปลงปากซอย ขายไปหรือยังครับ”
 
คุณพ่อยิ้ม ก่อนตอบว่า
“ยังไม่มีใครมาติดต่อเลย มีอะไรหรือ”
 
ผมสูดหายใจลึก แล้วพูดต่อทันที
“ถ้ายังไม่มีใครซื้อ…ผมขอซื้อเองครับ”
ทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง
 
ผมพูดต่อ
“ผมจะทำโครงการแบ่งขายครับ
ค่อย ๆ แบ่งที่ดินออกมาพัฒนาเป็นส่วน ๆ”
 
“แต่ตอนนี้ผมยังไม่มีทุน
ขอยืมเงินพ่อสัก 200,000 บาทได้ไหมครับ”
 
คุณพ่อมองลอดแว่นสายตามาที่ผมด้วยสายตาจริงจัง
ก่อนหันไปมองคุณแม่ เหมือนถามความเห็น
คุณแม่ยิ้มเบา ๆ แล้วพูดว่า
“ลองให้เค้าทำดู”
คุณพ่อค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินขึ้นไปบนห้องนอน
ก่อนถือเงินสดลงมา 50,000 บาท แล้วยื่นให้ผม
พร้อมพูดว่า
 
“เงินสดที่บ้านมีแค่นี้ เอาไปก่อน”
 
“อาทิตย์หน้า ค่อยมาเอาที่เหลือ”
 
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าเงิน คือ
คุณพ่อมอบโฉนดตัวจริงของที่ดินแปลงนั้นทั้ง 5 โฉนด ให้ผมนำกลับบ้านไปด้วย
คืนนั้น
ผมนั่งถ่ายเอกสาร ขีดเขียน และคำนวณอยู่ทั้งคืน
 
สุดท้าย ผมสรุปแผนออกมาได้ว่า
โครงการนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
 
ระยะแรก ต้องสร้างกระแสเงินสดให้เร็วที่สุด
ผมจึงแบ่งที่ดินออกเป็นประมาณ 20 แปลง
แปลงละประมาณ 15 ตารางวา
สร้างเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น มีชั้นลอยและดาดฟ้า
โดยเว้นทางเข้าไว้ด้านหน้า กลาง และท้ายที่ดิน
เพื่อพัฒนาเฟส 2 และเฟส 3 ต่อในอนาคต
 
หลังสำรวจราคาตลาดอยู่หลายวัน
ผมตั้งราคาขายไว้ที่ห้องละ 4,400,000 บาท
ทุนก้อนแรกในชีวิตของผม คือเงิน 50,000 บาทที่ยืมมา
และผมใช้เงิน 3,000 บาทจากเงินก้อนนั้น
ทำป้ายไม้อัดสีเขียว ตัวหนังสือสีขาว
เขียนข้อความประกาศขายอาคารพาณิชย์ทั้ง 20 ห้อง
 
พร้อมเบอร์โทรศัพท์
01-9133155
 
สมัยนั้น ผมเริ่มสนใจศาสตร์ตัวเลขอยู่บ้างแล้ว
เลข 28 เป็นเลขที่ดีต่อดวงชะตา
แต่เต็มไปด้วยอุปสรรค
เลขลงท้าย 55 มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน
แต่เมื่อรวมทั้งหมด กลับได้เลข 83
เลขที่ “สำเร็จได้”
 
แต่ต้องล้มลุกคลุกคลาน และเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ
ทั้งหมดนี้ เป็นบทวิเคราะห์ที่ผมมานั่งเข้าใจภายหลัง
 
เพราะในเวลานั้น
ผมกำลังทดลองบางอย่างด้วยตัวเอง
ผมเชื่อว่า
ศาสตร์ที่ดี
ไม่ควรเริ่มจากการเอาคนใกล้ตัวมาเป็นหนูทดลอง
 
ถ้าจะลอง
ต้องลองกับชีวิตตัวเองก่อน
ถ้าผลออกมาดี ค่อยบอกต่อ
แต่ถ้ามันผิดพลาด
เราต้องรับผิดชอบมันเอง
เพราะคุรุเคยสอนว่า
“สิ่งที่เอ็งสร้างเอง
เอ็งต้องรับผลของมันเอง”
 
ผมยังคิดอีกว่า
ในยุคสมัยใหม่
ตัวตนของคนเรา ไม่ได้ผูกกับชื่อหรือนามสกุลเท่าเดิมแล้ว
แต่ผูกกับ “เบอร์โทรศัพท์”
 
ดังนั้น ดวงชะตา ก็น่าจะผูกกับเบอร์โทรศัพท์มากกว่าชื่อ
 
หลังติดป้ายประกาศขาย
ผมเริ่มพิมพ์ใบเสนอราคา
ใบประกาศขาย
และสัญญาซื้อขายด้วยเครื่องพิมพ์ดีด
 
พิมพ์ผิดก็ใช้น้ำยาลบคำผิดแต้มแก้
แล้วนำไปถ่ายเอกสารต่อ
 
จากนั้น ผมกับหุ้นส่วนชีวิต
เริ่มออกเดินขายทุกวัน
 
เดินทั่วทั้งสี่แยกสะพานควาย
เข้าไปคุยกับเจ้าของอาคารพาณิชย์แทบทุกห้องที่เปิดโอกาสให้คุย
 
มีคนโทรมา ก็รีบเข้าไปพบ
 
เดินตั้งแต่เช้า จนค่ำ
ทุกวัน
 
ระหว่างที่ผมคุย
เธอก็นั่งเขียน นั่งจด และจัดทำเอกสารทุกอย่างด้วยลายมือของตัวเอง
 
เราทำทุกอย่างกันอยู่สองคน
และภายในเวลาเพียง 7 วัน
 
ก่อนถึงวันนัดรับเงินที่เหลือจากคุณพ่อ
ผมขายอาคารพาณิชย์ได้ครบทั้ง 20 ห้อง
 
ยอดขายรวมของโครงการ อยู่ที่ 88 ล้านบาท
และเราได้รับเงินมัดจำห้องละ 100,000 บาท
 
เมื่อถึงวันอาทิตย์
ผมนำเงิน 50,000 บาท ไปคืนคุณพ่อ
ก่อนบอกท่านว่า
“ไม่ต้องใช้แล้วครับ”
“โครงการ…ขายหมดแล้ว”
 
หลังจากนั้น
ผมเริ่มเปิดบริษัท
เริ่มสร้างคอนโดมิเนียม
เริ่มลงทุนในธุรกิจหลายประเภท
และค่อย ๆ สร้างผลงาน จนได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวของหุ้นส่วนชีวิต
 
ท้ายที่สุด
ครอบครัวจึงมอบหมายให้ผมดูแลที่ดินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของบ้าน
และเราก็ค่อย ๆ สร้างทุกอย่างขึ้นมาจนมั่นคง
 
ด้วยสองมือของเราเอง
 
ราชะ ตันตระ
16/05/2569